บอกอจ้อเรื่อง
ประชาชนผู้บุกเบิก หักร้างถางพง เพื่อหาที่ทางทำมาหากินอย่างสุจริต เก็บออมจนสร้างฐานะ และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ในหลายรูปแบบ รวมถึงการจ่ายภาษีให้รัฐอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้าเส้นสายไม่ใหญ่ นามสกุลไม่ดัง คุณงามความดีทั้งหมดที่สั่งสมมา ก็สามารถทำให้ประชาชนตาดำๆ เปลี่ยนจากผู้บุกเบิกเป็นผู้บุกรุกได้ในทุกที่ทุกเวลา เกาะเสม็ด หรือเกาะแก้วพิสดาร ในวรรณคดีพระอภัยมณี ของท่านกวีเอกสุนทรภู่ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟัง
วงสนทนาของชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิในที่ทำกิน ที่มีฉากหลังที่เป็นป่าใบเขียวลดหลั่นสู่ หาดทรายขาวละเอียด ที่กำลังหยอกล้อกับน้ำทะเลสีใสแจ๋ว เล่าให้ฟังว่า... ตอนที่เข้ามาที่นี่ แรกๆ ก็สร้างเป็นกระท่อมไม้ไผ่ ไม่มีอะไรเลย น้ำจืด ทั้งน้ำกินน้ำอาบ อาหารการกินต้องเอามาจากฝั่งเพ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน จากหนึ่งครอบครัว ก็ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพ ด้วยการทำสวน ออกเรือหาปลา จนถึงยุคมันสำปะหลังราคาดี ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกมัน วันหนึ่งทางกองทัพเรือจะเข้ามาสร้างประภาคาร นางจี๋ ศรีสง่า ตอนนั้นอายุ 35 ปี ก็ยกที่ดินประมาณ 800 ตารางเมตร ให้กองทัพเรือไป ซึ่งเรื่องนี้ก็มีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 17 เมษายน 2473 เมื่อคนเริ่มรู้จักเกาะเสม็ด หลายครอบครัวก็หันมาทำที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ดินก็เริ่มมีมูลค่าขึ้น ปี พ.ศ. 2524 กรมป่าไม้ ก็ประกาศให้เกาะเสม็ดเป็นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเกาะเสม็ด พอปี พ.ศ. 2543 นโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ก็เข้ามาทับซ้อนนโยบายเดิมของอุทยานฯ ในรูปองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เพื่อหวังฮุปที่ดิน ที่พวกเราช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก.....
จากวงสนทนา ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ที่มีอายุกว่าชั่วอายุคน
และพยานเอกสารที่ชาวบ้านเอามากองไว้ตรงหน้า น่าจะเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวบ้านเข้ามาทำกินก่อน ที่หน่วยงานรัฐทั้งหลายจะเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของ แต่เพราะความงดงามที่ขึ้นชื่อของเกาะเสม็ด ที่ทำให้หลายฝ่ายทั้งรัฐ และทุนใหญ่ ต่างจ้องตาเป็นมัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ผู้มีอำนาจจะใช้ทุกวิถีทาง ที่จะเข้าไปอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ....ปัญหาเรื่องอุทยานฯ ทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน เชื่อว่าหากต้องการแก้จริงๆ ไม่ยาก แต่ที่ยาก และยุ่งเป็นวัวพันหลักอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะรัฐไม่เคยเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีมองประชาชนนี่แหละ