"ไอซีที" ยอมปรับแก้ กม. "กสช." เปิดทางภาคประชาชนใช้คลื่น
ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551
"มั่น" ยอมรับผิดพลาดเร่งผลักดัน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นฯ เกรงภาคโทรคมฯ สู้ต่างชาติ ไม่ได้ โดยลืมปัญหาภาควิทยุโทรทัศน์ ขอแก้ตัวตั้งคณะกรรมการรับฟังความเห็น รวบรวม เสนอแก้ไข ร่างฯ ในชั้นกรรมาธิการ ทั้งประเด็นให้ภาคประชาชนมีสิทธิในคลื่น 20% และยอมถอยให้วุฒิสภา เป็นผู้คัดสรร กสช.
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน นักวิชาการ และภาค ประชาชน เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... (กสช.) โดยยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดที่เร่งผลักดัน ให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ทันตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ รวมถึงเร่งให้มี คณะกรรมการ กสช. เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด โดยลืมภาควิทยุโทรทัศน์ และไม่รู้ว่ามีปัญหาที่หลายฝ่าย กังวลอยู่ เพราะมัวแต่กลัวว่าภาคโทรคมนาคมจะสู้ต่างชาติไม่ได้
เมื่อได้ทราบข้อกังวลจากหลายๆ ฝ่าย จึงเห็นด้วยตามข้อเรียกร้องของตัวแทนองค์กรต่างๆ ที่ให้เปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน และจัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. กสช. ที่เป็นตัวแทนจากนักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์ ผู้แทนสื่อภาคประชาชน วิทยุชุมชน องค์กรผู้บริโภค ตัวแทนภาคประชาสังคม องค์กรเอกชนที่ติดตามกระบวนการปฏิรูปสื่อ ตามที่ตัวแทนสมาคมจะเสนอชื่อเข้ามา เพื่อนำความเห็นและข้อปรับปรุงในประเด็นต่างๆ หลังจากนั้น จะเสนอให้คณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในการเปิดประชุม สภาสมัยสามัญนิติบัญญัติราวต้นเดือน ส.ค.นี้
โดยกระบวนการนี้จะทำให้การปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายนี้ทำได้รวดเร็วขึ้น และอาจจะ ผลักดันให้มีคณะกรรมการ กสช. ได้ทันภายในปีนี้ ซึ่งหากทำสำเร็จก็เชื่อว่าประเทศเรายังสามารถสู้ คนอื่นได้ และตามเทคโนโลยีทัน
"ไอซีทีจะรับฟังและทบทวนทุกข้อเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดให้ภาคประชาชนมีสัด ส่วนในคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่า 20% และกระบวนการสรรหา ถ้าหากต้องการให้วุฒิสภาเป็น ผู้คัดเลือกก็ได้ แต่อยากให้มีคณะกรรมการ กสช. ได้เร็วๆ
แต่คงไม่สามารถถอนร่างกฎหมายนี้ออกจากวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ตาม ข้อเสนอของหลายฝ่ายได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญต้องมี พ.ร.บ. กสช. ภายใน 180 วัน หลังรัฐบาลแถลง นโยบายต่อสภา หากไอซีทีถอนร่างฯ ก็เท่ากับรัฐมนตรีแสดงเจตนาถ่วงเวลา"
โดยประเด็นที่ตัวแทนองค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ ตั้งข้อสังเกตบนเวทีนี้มากที่สุด ได้แก่ ความ เป็นอิสระของคณะกรรมการ กสช. เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับปัจจุบัน นอกจากจะร่างขึ้นโดยไม่ได้ รับฟังความเห็นจากประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบกับประชาชนอย่างมาก ซึ่งตาม รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน ยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้คัดเลือก ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นองค์กรอิสระ จึงเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ จึงควรเปลี่ยนให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือก กสช. เพื่อความเป็นอิสระขององค์กร
นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานที่มีคลื่นความถี่อยู่แล้ว รวมถึงเป็น การนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ลักลอบใช้คลื่นความถี่ ทั้งวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 77 และ 78 ของร่าง พ.ร.บ.ระบุว่า ให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่ อยู่ในวันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก กสช. ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระวังอย่าง มาก และยังจะทำให้ไม่มีคลื่นมาจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายใหม่ กลายเป็นการตัดสิทธิภาค ประชาชน เนื่องจากคลื่นวิทยุโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกเดิมเต็มหมดแล้ว
ส่วนการตัดข้อกำหนดที่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 20% ออกไป นอกจากจะเป็นการตัดสิทธิของประชาชนแล้ว นี่คือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อที่ภาคประชาชน เรียกร้องกันมานานกว่า 10 ปี
และในหลายมาตรายังระบุให้การวินิจฉัยของศาลที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่มีผลกระทบกับสิ่งที่ กสช. กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่ง เท่ากับทำให้ กสช. ไม่อยู่ในอำนาจของศาล ไม่มีผู้ใดสามารถ ตรวจสอบความชอบธรรมของการกระทำนั้นได้ รวมถึงการขาดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการ บริหารงาน จากการที่ กสช. มีอำนาจในการแต่งตั้ง และว่าจ้างคณะกรรมการตรวจสอบการทำงาน ของตนเอง
รวมทั้งอนุญาตให้คณะกรรมการ กสช. สามารถตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ใน หลายเรื่อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินอีกด้วย ทั้งๆ ที่ กสช. เป็นองค์กรที่มีอำนาจจัดการ บริหารทรัพย์สินที่มูลค่ามหาศาลและอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ โดยไม่ได้ระบุคุณสมบัติของบุคคล ภายนอกอีกด้วย
ที่สำคัญคือในร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีบทกำหนดโทษว่า กสช. จะต้องรับผิดอย่างไร หากไม่ ปฏิบัติหน้าที่ มีแต่บทลงโทษผู้อื่นและเป็นการลงโทษแบบเหมารวม คือไม่มีการแบ่งแยกขนาดของ องค์กรว่าเป็นระดับท้องถิ่นระดับชาติจะมีโทษเท่ากันหมด ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเกิดความ หวาดกลัวและได้รับผลกระทบมาก