เตะถ่วงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ วาระซ่อนเร้นรัฐบาลสมัคร?
ที่มา นสพ. ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 10-12 ก.ค. ก.ค. 2551
แม้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.วิทยุทีวี ฯ มีผลตั้งแต่ 5 มีนาคม 2551 กระทั่งวันนี้ล่วงเลยมาประมาณ 4 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของไทยแต่อย่างไร ทั้งที่ พ.ร.บ. วิทยุทีวีฯ กำหนดให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตให้กับวิทยุชุมชนทั่วประเทศ แทนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ซึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่น ความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ยังไม่คลอด ตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 79 ต้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการรวม 22 คน เพื่อมาทำหน้าที่ในการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต ก่อนที่จะเปิดให้วิทยุชุมชนทั่ว ประเทศ
จนถึงขณะนี้คณะอนุกรรมการดังว่ายังไม่ครบองค์ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยังไม่มีเวลาคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คนจัดส่งมาให้ มีผลให้กระบวนการออก ใบอนุญาตล่าช้าออกไปกว่าที่ควรจะเป็น
วิทยุชุมชน/เคเบิลท้องถิ่นฝันค้าง
หลังจากที่รอมาร่วมสิบปี เมื่อ พ.ร.บ. วิทยุทีวีฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปลายไตรมาสแรกของปีนี้ ได้จุดประกายความหวังให้กับผู้ประกอบการวิทยุชุมชนทั่วประเทศที่มีกว่า 5,000 ราย รวมทั้งเคเบิล ท้องถิ่นอีกกว่า 500 ราย ที่วาดหวังจะได้ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตรองรับ ถึงแม้ จะเป็นใบอนุญาตชั่วคราวเพียงหนึ่งปีก็ตามที ก็ยังดีกว่าถูกตราหน้าว่าเป็นวิทยุชุมชนเถื่อน เคเบิล นอกกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ความฝันดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย เมื่อรัฐบาลของนายกฯ สมัคร กลับเอาเวลาไปจัดทำร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ฉบับของรัฐบาล พร้อมกับเร่งรีบบรรจุในวาระ ของรัฐสภา แทนการจัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิของภาครัฐจำนวน 6 คน ไปร่วมในคณะอนุกรรมการตาม มาตรา 79 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสมควรดำเนินการอันดับต้นๆ เพื่อแสดงความจริงใจในการ ที่จะปฏิรูปสื่อ
การเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กลุ่มนักวิชาการ นักธุรกิจ นักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม นักเรียน นิสิต นักศึกษา ต่อต้านการครอบงำสื่อภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน พากันเรียกร้องให้ ครม. ถอนร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับของรัฐบาล ออกจากวาระ ของรัฐสภา โดยระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. นี้อาจนำไปสู่การแทรกแซงและครอบงำสื่อของประชาชน โดย อำนาจการเมืองและอำนาจทุน
ประเด็นที่ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯของรัฐบาลถูกโจมตีคือ สาระสำคัญ หลาย ประการ โดยเฉพาะประเด็นที่มาของกรรมการ กสช. ซึ่งให้อำนาจคณะรัฐมนตรี (ครม) เป็นผู้คัดเลือก และแต่งตั้งแทนวุฒิสภา นั่นเท่ากับว่า องค์กรดังกล่าวจะไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถ หลุดพ้นจากอำนาจทางการเมืองไทย
นอกจากนั้น ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เปิดช่องให้มีการทิ้งทวนสัมปทานคลื่นความถี่ ครั้งใหญ่ และยังได้ตัดเนื้อหาส่วนที่รับรองและสร้างหลักประกันให้ภาคประชาชนได้รับการจัดสรร และใช้คลื่นความถี่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ออกไป ซึ่งถือเป็นการทำลายปรัชญาและหัวใจของการ ปฏิรูปสื่อ รวมทั้งปิดกั้นการเรียนรู้ของกระบวนการภาคประชาชนด้วย
สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ทำคลอดร่าง พ.ร.บ.วิทยุทีวีฯ ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ เป็นเครื่องมือ แต่ยังต้องมีกฎหมายอีก 2-3 ฉบับออกมาเพื่อทำให้กลไกของ พ.ร.บ.วิทยุทีวีฯ เดินหน้าไปได้ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้ว (นายกฯ สุรยุทธ์) รัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่เข้าใจและรู้เรื่อง จึงส่งเรื่องให้ทีโอทีศึกษาเพื่อดำเนินการ แต่เนื่องจาก ทีโอที ไม่เห็นด้วยจึงเก็บเรื่องไว้ ทำให้ พ.ร.บ.องค์กรสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่เกิด ดังนั้น เมื่อกฎหมายลูก ออกมาแล้ว แต่กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ยังไม่ออก จึงไม่เปิดการขับเคลื่อนขึ้น ถ้ารัฐบาลนี้ จริงใจ ต้องตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน เพื่อให้คณะอนุกรรมการได้เกิดขึ้น
ดึงวิทยุชุมชนเป็นแนวร่วมรัฐบาล
เป็นที่ทราบกันว่าวิทยุชุมชนที่มีมากมายทั่วประเทศ ในจำนวนนั้น มีวิทยุชุมชนที่เป็น กระบอกเสียงของนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งวิทยุ ส.ส., วิทยุ ส.จ., วิทยุ ส.ว, . และวิทยุ อบต. ถ้าหาก กทช. สามารถออกใบอนุญาตให้วิทยุชุมชนได้ จะมีผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติ่ไม่สอดคล้องกับที่ กทช. กำหนดไว้ โดยจะแบ่งการออกใบอนุญาตเป็น 3 กลุ่ม คือ วิทยุชุมชนที่ให้บริการสาธารณะ วิทยุชุมชนที่ให้บริการชุมชน และวิทยุชุมชนเชิงพาณิชย์
ในเมื่อ กทช. ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในขณะนี้ ถือว่าวิทยุชุมชนทั่วประเทศเป็น วิทยุเถื่อน และรัฐบาลสุรยุทธ์เคยมีการตรวจจับและปิดวิทยุชุมชนที่นำคำสัมภาษณ์อดีตนายกฯ ทักษิณมาเผยแพร่
พอมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน จักรภพ เพ็ญแข เมื่อครั้งยังนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสื่อของรัฐ พยายามดึงวิทยุชุมชนเป็นแนวร่วมกระจายข่าวของรัฐบาล ด้วยการเสนอนโยบายต่างตอบแทน โดยหากวิทยุชุมชนใดช่วยกระจายข่าวของรัฐบาล จะไม่ถูก ดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่แนวทางดังกล่าวไม่ทันได้ปฏิบัติ จักรภพต้องจำใจลุกจากเก้าอี้รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ หลังถูกกระแสสังคมกดดันต่อกรณีปาฐกถาจาบจ้วง
นปก.เปิดพีทีวี ภาคพิเศษ ชนเอเอสทีวี
เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นเครื่องมือจัดสรรคลื่น และกำกับดูแลการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ยังไม่สามารถคลอดได้ในขณะนี้ รวมถึง อนาคตอันใกล้ ย่อมหมายถึงองค์กรอิสระคือ กสทช. ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นในเร็ววันได้เช่นกัน จึงเกิดภาวะสุญญากาศของการกำกับดูแลสื่อวิทยุและทีวี ก็เพราะหลังจาก พ.ร.บ. วิทยุทีวี มีผลใช้ เท่ากับหน้าที่การกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์็เป็นอันสิ้นสุดลง เปลี่ยนถ่าย มาสู่องค์กรอิสระที่จะเกิดขึ้น
ยิ่งปัจจุบันนี้ บรรยากาศการเมืองค่อนข้างร้อนแรง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลพร้อมกับมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีดาวเทียมช่องเอเอสทีวี และวิทยุชุมชน ในเครือข่าย 99.75 จนสามารถเรียกความสนใจจากมวลชนจำนวนมาก ทำให้กลุ่มการเมือง ซีกที่สนับสนุนรัฐบาล คือ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และเป็นผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์ผ่าวดาวเทียมพีทีวี ภายใต้การนำของนายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, ณัฐวุฒิ สายเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ เปิดสงครามสื่อกับเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยการปัดฝุ่นทีวีดาวเทียมพีทีวี ซึ่งปิดตัวลงไปเมื่อ 3 เดือนก่อนด้วยปัญหาขาดทุน ออกมาชนกับ เอเอสทีวีของอีกฝ่ายผ่านช่องเอ็มวีทีวี และจะให้เคเบิลท้องถิ่นเชื่อมสัญญาณไปเผยแพร่ทั้งในและ ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเชื่อมสัญญาณออกอากาศผ่านคลื่นวิทยุชุมชน 99.25 และถ่ายทอดสด ผ่านทาง www.mvtv.co.th ครบเครื่องแบบเดียวกับของเอเอสทีวี
กลุ่มแกนนำผู้บริหารของพีทีวีภาคพิเศษยืนยันว่า การกลับมาเปิดตัวอีกครั้งเป็นการเปิดเวที ทางความคิด ไม่ใช่การทำสงครามกับพันธมิตรประชาชนฯ แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สังคมกลับมองต่างออกไป โดยมองว่าพีทีวีภาคพิเศษเป็นการแก้เกมของ พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อชิงประชาชนกลับมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ นั่นเอง
วิทยุ-ทีวีคลื่นหลักแฮปปี้
ไม่เพียงแต่ฝ่ายการเมืองจะอาศัยช่องว่างกฎหมายและสุญญากาศการกำกับดูแล ด้านฝ่าย ผู้ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นคลื่นหลักเองก็ได้ประโยชน์จากการที่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ฯ ล่าช้า ทำให้เม็ดเงินโฆษณาซึ่งจัดเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจวิทยุและทีวียังคงอยู่ใน มือของพวกเขา ไม่ถูกวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม มาแบ่งเค้กก้อนโตก้อนนี้ไป เช่น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ไม่ต้องแบ่งรายได้ประมาณ 50% จากค่าสัมปทานที่เก็บจากบริษัท บีอีซีฯ หรือช่อง 3 และเคเบิลทีวี ทรูวิชั่นส์ จ่ายให้กับ กสทช. เป็นต้น ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐที่มีคลื่นอยู่ใน มือ เช่น อสมท กรมประชาสัมพันธ์ เหล่าทัพ สถาบันการศึกษา ก็ยังคงสามารถเก็บค่าสัมปทาน และเงินกินเปล่า ที่ภาคเอกชนยินดีจ่ายให้เพื่อแลกกับสัมปทานคลื่นวิทยุ หรือเช่าเวลาทำรายการทีวี
แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม กลับรู้สึกตรงกันข้าม คือ อยากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายคือ "การปฏิรูปสื่อ"