สับเละ กม. ย้ำเลือก "กสช." ต้องอิสระ
ICT ฟังความเห็นเพิ่ม เปิดทางฝ่ายค้านยื่นร่างฯ ประกบ
ที่มา นสพ. ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 ก.ค. 2551
เปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายกสช. "องค์กรประชาชน-เอกชน" ย้ำต้องดำรงสถานะ "องค์กรอิสระ" ยึดหลักธรรมาภิบาลสรรหา "กรรมการและฝ่ายตรวจสอบ" ป้องกันคลื่นแทรกจาก การเมือง "ไอซีที" เผยตกลงวิปฝ่ายค้านเสนอร่างประกบได้ ทั้งขีดเส้นภายใน 10 ส.ค. สรุปความเห็น ให้เสร็จก่อนดันเข้าสภากลางเดือนเดียวกัน มั่นใจประกาศใช้ กม. ได้ก่อนสิ้นปี-ไม่เกิน มี.ค. ปีหน้าได้ "กสช."
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... (กสช.) ว่า หลังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. กสช. กระทรวงไอซีทีจึงเปิดรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะใน ประเด็นที่มาของคณะกรรมการ กสช. ความสัมพันธ์ระหว่าง กสช. กับรัฐบาลที่มีผู้ท้วงติงว่าหมิ่นเหม่ กับการขัดรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ กสช. เป็นองค์กรอิสระ
ทั้งนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็น 5 ครั้ง และเปิดโอกาสให้เสนอความเห็นทางเอกสารได้ ภายใน 10 ส.ค. 2551 โดยจะนำผลการรับฟังความเห็นและร่าง พ.ร.บ. กสช. เสนอสภาผู้แทนราษฎร ให้ทันบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติกลางเดือน ส.ค. และรัฐบาลยินดีให้นำ ร่างของฝ่ายค้านเสนอประกอบไปด้วย
พร้อมให้โควตาพรรคฝ่ายค้านแต่งตั้งสมาชิก 2 คนเข้ามาเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างด้วย ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินมีโควตา 1 คน คือ นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ และเปิดให้ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็น อนุกรรมาธิการพิจารณาร่างได้ ฉะนั้นตัวแทนองค์กรแต่ละกลุ่มจึงเสนอความเห็นผ่านอนุกรรมการได้ คาดว่าสิ้นปีจะประกาศใช้ได้ และให้มี กสช. ได้ใน มี.ค. ปีหน้า
น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ในฐานะสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับ สนช. กับฉบับกระทรวงไอซีทีแตกต่างกันหลายประเด็น ได้แก่ วิธีการสรรหา กสช. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ กสช. และการติดตามตรวจสอบการทำงานของ กสช. โดยร่างปัจจุบันให้อำนาจ ครม. เลือกจากรายชื่อที่ตัวแทนองค์กรวิชาชีพคัดเลือกกันเองจึงอาจเกิด ความ ไม่ชอบธรรม
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ กสช. มีหลายมาตราที่กำหนดให้ กสช. ต้องทำงานให้สอดคล้องกับรัฐบาลจึงอาจมีปัญหาเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร รวมถึงการตรวจ สอบการทำงานโดยคณะตรวจสอบที่ กสช. แต่งตั้ง ต่างจากฉบับ สนช. ที่ให้วุฒิสภาแต่งตั้ง สอดคล้อง กับการให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอน กสช. ได้ทั้งคณะ
และการให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามาตรวจสอบ และเป็นผู้รับรายได้จากวิทยุชุมชน อาจทำให้มีการตั้งสถานีวิทยุเพื่อหารายได้จะขัดหลักการของวิทยุชุมชน อีกทั้งใน ม.78 ที่เปิดให้ผู้ใช้ คลื่นความถี่ก่อน พ.ร.บ. กสช. มีผลบังคับใช้ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก กทช. อาจมีปัญหาว่า การใช้คลื่นแบบใดได้ประโยชน์จาก กม. เฉพาะรายใหญ่ เช่น อสมท ทรูวิชั่นส์ หรือรวมวิทยุชุมชนด้วย
ตัวแทนจากดีแทคให้ความเห็นว่า ร่างฉบับนี้ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาในกิจการโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องระหว่างองค์กร เนื่องจากความขัดกันของ กม. ที่แต่ละฝ่ายตีความต่างกัน การจัดสรรใบอนุญาตมีผู้ใช้คลื่นหลายรายไม่มีใบอนุญาตเพราะไปตกอยู่กับเจ้าของสัมปทาน
"พ.ร.บ.นี้มุ่งแก้ปัญหาการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เท่านั้น จึงไม่ควรยกร่างใหม่ทั้งฉบับควรนำ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่เดิมมาแก้ไขในบางมาตรา"
ด้านผู้แทนจาก บมจ. กสท. โทรคมนาคมกล่าวว่า ที่มาของคณะกรรมการต่างจากฉบับเดิม ที่การันตีความเป็นอิสระของ กทช. ได้ระดับหนึ่ง ที่ผ่านมาโทรคมนาคมมีปัญหาเพราะ กม. เดิมให้ อิสระ กทช. มากไป
ตัวแทนจาก บมจ. ทีโอทีกล่าวว่า ควรเขียนให้ชัดเจนว่า กสช. ต้องกำกับดูแลตามแผนแม่บท ที่กระทรวงไอซีทีและรัฐบาลวางไว้ รวมถึงต้องการให้ กม. ใหม่สอดคล้องกับหลักความเป็นอิสระใน รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ขัดกับสัญญาเดิม
"ควรตัดบทบัญญัติใน ม.78 วรรค 2 ที่กำหนดสัดส่วนการส่งเงินเข้ารัฐที่มีการกระจายหุ้น แล้ว 50% เนื่องจากกระทบข้อตกลงในสัญญาเดิม ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมของกิจการ โทรคมนาคมใต้สัมปทานมากเกินไป จึงควรคง ม. 78 วรรคแรกไว้เพื่อให้สิทธิหน้าที่ของผู้ใช้คลื่นเดิม"
สำหรับความเห็นของตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพและภาคประชาชน ส่วนใหญ่กังวลเรื่อง ความเป็นอิสระขององค์กร ที่มาของกรรมการ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และการตัดข้อกำหนด ให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ 20% ให้ภาคประชาชน และเสนอว่าควรเพิ่ม กสช. ให้มี 15 คน จากเดิม 10 คน โดยตัวแทนองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเสนอให้กรรมการที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคเอกชน ขณะที่ ตัวแทนวิทยุชุมชนเสนอว่า ควรมาจากตัวแทนภาคประชาชน และเห็นว่าหากตั้งคุณสมบัติผู้สมัครว่า ต้องไม่ทำงานในกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม อย่างน้อย 5 ปีเท่ากับนำคนไม่รู้เรื่องมาทำหน้าที่ อาจก่อให้เกิดปัญหาได้