ก.ม. วิทยุโทรทัศน์ มาตรการปล่อยผีโฆษณาเคเบิลทีวี
ที่มา นสพ. ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 31 ก.ค. - 2 ส.ค. 2551
หลังวันที่ 5 มีนาคม 2551 ซึ่งมีประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ภาพรวมของธุรกิจทีวีดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะ กฎหมายดังกล่าวได้เข้ามาปลดแอกธุรกิจเคเบิลทีวี แซตเทลไลต์ทีวี รวมถึงวิทยุชุมชน ให้สามารถ ดำเนินการได้อย่างถูกต้องมีกฎหมายรองรับ แถมยังมีโอกาสในการสร้างรายได้จากโฆษณา ซึ่งตาม กฎหมายมาตรา 28 ระบุว่า ในการประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ที่มีการบอกรับสมาชิกหรือเรียกเก็บค่าบริการอื่นๆ ให้คณะ กรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าบริการระยะเวลาสูงสุดในการโฆษณา และบริการธุรกิจ และเงื่อนไขในการให้บริการได้ โดยกำหนดระยะเวลาสูงสุดเกี่ยวกับการโฆษณา และการบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละ 6 นาที โดยเมื่อรวมเวลาโฆษณาและบริการธุรกิจตลอด ทั้งวันเฉลี่ยแล้ว ต้องไม่เกินชั่วโมงละ 5 นาที
จากข้อระบุตามกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของโฆษณา แม้จะเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบมีช่องทางหารายได้อย่างถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน เงื่อนไข ของกฎหมายข้อนี้ กลับเป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่ไขก๊อกให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อ สังคมดำเนินธุรกิจอยู่บนความหายนะของสังคม
โฆษณาดันเคเบิลโตฉลุย
กรุ๊ปเอ็ม ผู้ให้บริการซื้อสื่อโฆษณา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำจัดทำการวัดผลเรตติ้งผู้ชมเคเบิล ทีวี โดยนางสุภาณี เดชาบูรณานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการกลุ่มกลยุทธ์ การค้าและการลงทุนในสื่อ
กรุ๊ปเอ็มกล่าวว่า จากผลวิจัยจะทำให้ธุรกิจเคเบิลทีวีเติบโตอย่างรวดเร็ว จากปัจจุบันการ เข้าถึงสื่อดังกล่าว 15% ของจำนวนครัวเรือน เพิ่มเป็น 25% และสิ้นปีนี้จะมีการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อ เคเบิลทีวีประมาณ 100 ล้านบาท หรือมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมากถึง 50 - 100%
อย่างไรก็ตาม นายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ประเมินว่า การที่กฎหมายอนุญาตให้เคเบิลทีวีมีโฆษณาได้ จะทำให้ธุรกิจเคเบิลทีวีขยายเร็วขึ้น โดยคาดว่าอีก 2 ปี จะผู้ดูเคเบิลทีวีเพิ่มจาก 2.5 ล้านครัวเรือน เป็น 5 ล้านครัวเรือน และ 5 ปี จะถึง 10 ล้านครัวเรือน ขณะงบโฆษณาที่ใช้ผ่านสื่อเคเบิลจะสูงถึง 37% จากงบโฆษณาในทีวี มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ใน ปัจจุบัน
ก.ม.ที่ขาดผู้คุมกฎ
นักวิชาการและกูรูเกี่ยวกับกิจการวิทยุโทรทัศน์ ได้ออกมาถกกันหลายต่อหลายรอบ เกี่ยว กับการประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ถึงราย ละเอียดของกฎหมายและการนำมาใช้ของกฎหมายดังกล่าว ผลสรุปที่ได้ตรงกันในขณะนี้ คือ กฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายฉบับลูกที่จะเข้ามากำกับดูแลผู้ประกอบการให้เป็นไปอย่างถูกต้อง แต่ยังต้องมีรายละเอียดอีกมากมายที่จะเข้ามาเสริมทำให้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักใหญ่ใจความที่สำคัญ คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม (กสช.) ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแล
แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าของการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว เนื่องจาก เงื่อนไขทางการเมืองและความจริงใจในการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งทำให้ทุกอย่างยังคาราคาซังอยู่ จนทุกวันนี้ และไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่า กสช. หรือ กสทช. จะสามารถเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ได้เมื่อไร เพราะทุกครั้งที่เริ่มมีความคืบหน้า เริ่มมีรายชื่อของบุคคลออกมาให้เห็น บุคลากรเหล่านั้น ก็จะถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เข้ามาอย่างโปร่งใส หรือไม่ก็เงาของนักการเมืองคนไหนที่จะเข้ามาเพื่อ กอบโกยผลประโยชน์ ทำให้การสรรหาคณะกรรมการชุดนี้ ไปบรรลุผลเสียที
จากการที่ไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการที่เข้ากำกับดูแลกฎหมายฉบับนี้ได้ จึงทำให้ กฎหมายฉบับนี้ กลายเป็นเครื่องทำมาหากินให้กับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเงื่อนไขที่ระบุว่า ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี แซตเทลไลต์ทีวี สามารถหารายได้จากโฆษณาไม่เกิน 6 นาทีต่อ 1 ชั่วโมง ไม่มีใครตีความออกมาได้ชัดเจนว่าแบบไหนที่เรียกว่าโฆษณาแบบไหนที่เรียกว่า ไม่ถูกต้อง และถึงแม้จะมีความผิด ก็ไม่มีผู้ดำเนินการเอาผิดผู้ประกอบการได้ เช่นเดียวกับการมี กฎหมายแต่ไม่มีตำรวจมาทำหน้าที่ควบคุมกฎหมายนั่นเอง
โฆษณาสินค้าลามกเกลื่อนเคเบิล
นายกฤษณพร เสริมพานิช รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ขณะนี้ กรมประชาสัมพันธ์ หมดหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์แล้ว นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ และการที่ยังไม่มีคณะกรรมการ เข้ามาทำหน้าที่ กำกับดูแลกฎหมาย ได้ส่งผลเสียอย่างเห็นได้ชัด จากโฆษณาทางเคเบิลทีวีและแซตเทลไลต์ทีวี ที่มี การโฆษณาสินค้าที่ไม่เหมาะสมอย่างโจ่งครึ้ม อาทิ สินค้าประเภทอวัยวะเทียมของผู้ชาย สินค้าเกี่ยว กับการเพิ่มประสิทธิภาพทางเพศต่างๆ รวมทั้งสินค้าที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริง
ทั้งนี้ เพราะช่วงนี้เป็นเหมือนช่วงสุญญากาศที่ขาดผู้ควบคุมดูแล ซึ่งไม่เพียงแต่สินค้าที่ไม่ เหมาะสมกับการเผยแพร่ที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น หากผู้ประกอบการต้องการลงโฆษณาขายอาวุธ สงคราม หรือยาเสพติดก็สามารถทำได้ เพราะไม่มีใครเข้าไปตรวจจับ
ทรูวิชั่นส์ขายโฆษณาเกลื่อน
นอกจากโฆษณาที่ไม่เหมาะสมแล้ว การใช้พื้นที่โฆษณาอย่างไม่ถูกต้องยังมีให้เห็นไม่ขาด ไม่ว่าจะการทำ tie-in สินค้าในรายการ การแปะโลโกสินค้าไว้หลังพิธีกร ซึ่งจริงๆ แล้ว ตามความ หมายของคำว่าโฆษณา คือ การบอกสินค้าให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะถือเป็นการโฆษณาทั้งหมด ดังนั้น การ tie-in สินค้าในรายการ หรือการแปะโลโกไว้หลังพิธีกร ก็ถือเป็นการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่า รายการเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย ใช้เวลาโฆษณาเกิน 6 นาทีต่อ 1 ชั่วโมง
ส่วนทรูวิชั่นส์ยูบีซี ของ บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับสัมปทานจาก บมจ.อสมท และไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งให้ อนุญาตเฉพาะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งตามสัญญาสัมปทานที่ทรู วิชั่นส์ ทำกับ บมจ.อสมท แล้วถือว่ายังไม่เข้าข่าย แต่ทรูวิชั่นส์ กลับใช้ช่วงสุญญากาศในระยะนี้กับช่วงเวลาในการขอแก้ไขสัญญากับทาง บมจ.อสมท มั่วนิ่ม ขาย พื้นที่โฆษณาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ ทาง บมจ.อสมท ก็รับรู้ แต่ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด