บอกอจ้อเรื่องย้อนหลัง
ด้วยทัศนะของข้าพเจ้า
วันหนึ่งของเดือนตุลาคม ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าร่วมเวที ถอดบทเรียนการดำเนินการของสถานีวิทยุชุมชนคนเหนือเขื่อน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ วิทยุชุมชนแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนดอยสูงของจังหวัดเชียงใหม่ วัตถุประสงค์ เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้จากการแลกเปลี่ยนมาพัฒนาการดำเนินการของสถานีเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของวิทยุชุมชนที่ว่า โดยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน ไม่แสวงหากำไร ไม่มีโฆษณาและหัวใจสำคัญอีกประการคือนำเสนอเรื่องราวที่ตอบสนองชุมชน
วิทยุชุมชนเริ่มขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๔๕โดยเรียกขานว่า “จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน” ปัจุบันมีกฎหมายรองรับสิทธิการสื่อสารของภาคประชาชนในทางหลักการทั้งจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้องซึ่งสถานีแห่งนี้ได้ดำเนินการมาประมาณ ๔ ปีแล้ว
ผู้เข้าร่วมในวงแลกเปลี่ยนมีความหลากหลายตั้งแต่กรรมการสถานี ผู้จัดรายการ ผู้ฟังรายการที่เช่นผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้หญิง เด็กและเยาวชนทำให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนมีมุมมองที่หลากหลายด้วยเช่นกันมีทั้งอารมณ์ความรู้สึกต่อผู้จัดรายการ เนื้อหาในรายการและเทคนิคการส่งกระจายเสียง ความคาดหวังต่อสถานี
ในขณะที่ผู้จัดรายการก็ได้แลกเปลี่ยนถึงอุปสรรคปัญหาต่างๆในการทำรายการ ที่น่าสนใจคือทุกคนทั้งผู้ฟังและผู้จัดรายการเองก็พบว่า การสื่อสารที่เป็นภาษาท้องถิ่นนั้นสามารถทำให้เกิดความเข้าใจกันมากกว่าภาษาทางราชการ(ภาคกลาง) เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นชาวกระเหรี่ยงใช้ภาษาโผล่งเป็นหลัก ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็พูดภาษาภาคกลางไม่ได้หรือได้น้อย ทำให้มีความสุขที่ได้ฟังรู้สึกเข้าถึงมูลข่าวสารรู้เรื่องราวความเป็นไปของชุมชนและสังคมรอบข้าง
ความสุขของข้าพเจ้าในที่นี้แม้จะไม่ฟังรายการของสถานีวิทยุชุมชนแห่งนี้ แต่ข้าพเจ้าก็มีความสุขที่ได้เห็นว่ายังมีผู้คนที่เห็นความสำคัญของผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้พิการ สตรี เด็กและเยาวชน ที่ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และเพื่อให้ภาษาท้องถิ่นยังคงอยู่กับชุมชนแห่งนี้ต่อไป สังคมไทยยังมีกลุ่มคนที่ทำงานแบบอาสาสมัครไม่แสวงหากำไร มีการแบ่งปันน้ำใจบริจาคค่าน้ำค่าไฟเพื่อให้มีสถานีวิทยุที่เป็นของชุมชนอย่างแท้จริง
เหนืออื่นใดข้าพเจ้าสุขใจที่ได้เห็นว่าภาคประชาชน อย่างน้อยก็ชุมชนนี้เห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของตนเองบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน
................................
เอาไงต่อล่ะ .กทช.
หากติดตามข่าวที่เกี่ยวกับการสื่อสารจะเห็นข่าวเรื่อง ๓ จี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้รับความสนใจจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ วิทยุ โทรทัศน์ก็พูดถึง เขียนถึงกันให้ครึกโครม จนเรื่องราวของวิทยุชุมชนตกกระแสไปเลย
แม้ว่ากระแสของวิทยุชุมชนจะเงียบๆไปบนสื่อกระแสหลัก แต่เอาเข้าจริงสถานการณ์ก็ไม่ได้นิ่งๆ เหมือนอย่างที่น่าจะเป็น เพราะหลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ปิดรับการขอแจ้งความประสงค์ดำเนินการวิทยุชุมชนไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๕๒ แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว เรายังไม่เห็นใบอนุญาตฯ ที่ให้แก่สถานีวิทยุชุมชนแห่งใด
วันที่ ๓๐ ตค.-๑ พ.ย. ๕๒ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติได้จัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการชุดใหม่แทนชุดชั่วคราว ในงานนี้ได้เชิญผู้แทนคณะทำงานด้านกิจการกระจายเสียงชุมชนของ กทช. มาให้ข้อมูลความคืบหน้าการให้ใบอนุญาตฯ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยไถ่ถามความคืบหน้ากับสถานีวิทยุชุมชนที่ยื่นแจ้งความประสงค์และยื่นขอใบอนุญาตไปเมื่อ วันที่ ๑๐ ส.ค. ๕๒ ก็ทราบแต่เพียงว่า ได้มีหนังสือตอบกลับจากทาง กทช.ว่าได้รับเอกสารที่ยื่นขอใบอนุญาตฯ แล้ว หรือบางสถานีก็ได้รับหนังสือตอบกลับว่าเอกสารประกอบการยื่นขอใบอนุญาตฯ ครบถ้วน ถูกต้องแล้วเท่านั้น (แต่หากใครได้รับก็เล่าสู่กันฟังบ้างนะ) คำถามคือ เราจะได้ใบอนุญาตกันเมื่อไหร่?
ระหว่างที่สถานีวิทยุชุมชนที่ไปยื่นเรื่องขอใบอนุญาตตั้งตารอรับใบอนุญาตนั้น ยังมีเพื่อนพ้องน้องพี่อีกจำนวนหนึ่งที่ตกขบวนอันเนื่องมาจากหลายเหตุผลแล้วแต่กรณี ทั้งประเภทที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ตั้งสถานี และที่ได้ดำเนินการก่อนหน้านี้แล้ว ที่ไม่ได้ยื่นแจ้งความประสงค์หรือขอใบอนุญาต พูดง่ายๆ ก็คือไม่ได้ยื่นอะไรกับใครเขาเลย คำถามคือเราจะทำยังไงดีล่ะ?
เป็นคำถามที่ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมา กทช.ได้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพียงพอต่อวิทยุชุมชนแล้วหรือไม่ และการดำเนินการเพื่อออกใบอนุญาตแก่วิทยุชุมชนนั้นจริงจังแค่ไหน อย่างไร?
ใบอนุญาตดำเนินการวิทยุชุมชนแม้ว่าจะเป็นเพียงใบอนุญาตชั่วคราวที่มีอายุ ๑ ปี แต่ก็เป็นหลักประกันสิทธิการสื่อสารของภาคประชาชนที่เป็นรูปธรรม ทำให้วิทยุชุมชนที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์เป็นวิทยุถูกกฎหมาย ไม่เถื่อนอีกต่อไป กทช.ทำอะไร? อย่างไร? ไปถึงไหน? โปรดบอกกันให้รู้ อย่าต้องให้ร้องเพลงเฝ้าแต่คอยอยู่เลย!!
.......................................................
แปลงผักพอกิน ริมเขื่อนราษีไศล

หลังการชุมนุมมาได้เกินกว่า 4 เดือน ที่หมู่บ้านคนจน ณ สันเขื่อนราษีไศล ต. หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ตอนนี้แปลงผักของชาวบ้านที่นี่กำลังงาม
เฮาจึงต้องถอดบทเรียน
ทำไมวิทยุชุมชนที่เปิดดำเนินงานมาแล้วถึง ๔ ปี อย่างวิทยุชมชนคนเหนือเขื่อน FM 90.75 MHz อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ต้องถอดบทเรียน...? จะเพียงแค่จัดรายการเสนอข่าวสารแค่นั้นบ่ได้ก๋า ทุกวันนี้วิทยุชุมชนคนเหนือเขื่อน ได้รับความนิยมจากคนฟังทั้ง เด็กๆ วัยรุ่น ผู้ใหญ่ชาย-หญิง คนวัยทำงาน วัยกลางคน ผู้สูงอายุและผู้ที่พิการทางสายตาที่เป็นแฟนคลับตัวยง
อาจารย์บุญจันทร์ จันทร์หม้อ ที่มีตำแหน่งเป็นทั้งหัวหน้าสถานี คุณครูของนักเรียน แกนนำชุมชน กรรมการของหมู่บ้านและอื่นๆ อีกมากมาย บอกถึงเหตุผลที่จัดเวทีถอดบทเรียนว่า “ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกรรมการ (ฝ่ายอำนวยการ) ผู้ดำเนินรายการ (ฝ่ายดำเนินการ)กับคนฟัง เพื่อจะได้ทบทวนการทำงานที่ผ่านมาและจะได้เอาไปปรับปรุงรายการให้ตอบสนองคนฟังเค้ามากที่สุด” ภาษาวัยรุ่นเปิ้นฮ้องว่ามันโดนใจ๋นั่นเอง
ครุ่นคิดใคร่ครวญ
ในวาระครบรอบ 36 ปี 14 ตุลา สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมได้จัดเวทีเสวนาเรื่องสื่อภาคประชาชน : คุณค่าและบทบาทต่อสังคม ในวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน งานนี้คณะผู้จัดได้เชิญ อาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เป็นองค์ปาฐกถาเรื่อง “บทเรียนสื่อจาก 14 ตุลา ถึงรัฐประหาร...ครั้งสุดท้าย ?” ซึ่งมีเนื้อหาสนใจที่ คนทำสื่อสามารถนำมาครุ่นคิด ถกเถียงแลกเปลี่ยน และปฎิบัติการต่อไป
สื่อสารแบบบ้านๆ
{page:Section1;}วงคุยเล็กๆ ระหว่างผู้ปฎิบัติงานวิทยุชุมชน 4 สถานี คือ วิทยุชุมชนคนแม่รำพึง วิทยุชุมชนบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ วิทยุชุมชนบ้านนา จ.นครนายก และวิทยุชุมชนบ้านจำรุง จ.ระยอง กับ 2 เว็ปไซต์ คือ thaicr และ media4democracy โดยวงคุยครั้งนี้ วิทยุชุมชนบ่อนอกเป็นเจ้าภาพ ด้วยหัวข้อพูดคุยง่ายๆ ว่า เราทำอะไรมาและจะทำอะไรต่อไป ท่ามกลางต้นทุนที่เรามี และข้อจำกัดที่เราเจอ
ตามหลักการวิทยุชุมชนแล้ว วิทยุชุมชน เป็นของชุมชน เพื่อชุมชน และโดยชุมชน รวมถึงการดำเนินงานใช้ระบบอาสาสมัคร ไม่แสวงหากำไร และที่สำคัญคือต้องไม่ถูกครอบงำโดยรัฐและทุน การทำงานของวิทยุชุมชนทั้ง 4 สถานีนี้ ยังยึดหลักการอย่างมั่นคง ขณะที่ก็ต้อง “พลิ้ว” ไปตามสภาพพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับชุมชน และรัฐท้องถิ่นแต่ละจังหวัดว่าเข้มแข็งขนาดไหน วิทยุชุมชนบ้านนา และบ้านจำรุง เป็นสถานียุคแรกๆ ที่เริ่มออกอากาศ โดยที่บ้านจำรุงนั้น ออกอากาศครั้งแรกตั้งแต่ 14 กันยายน 2545 ผู้ใหญ่ชาติชาย เหลืองเจริญ เล่าให้ฟังว่า “ปัจจุบันวิทยุชุมชนที่นี่ ออกอากาศวันละ 3 ชั่วโมงเท่านั้น คือตั้งแต่ 12.00 น -15.00 น. ด้วยเหตุผลว่า คนฟังและคนจัดเป็นคนเดียวกัน ซึ่งต้องตื่นแต่เช้าตีสามตีสี่ เพื่อไปกรีดยาง กลับจากกรีดยางก็มีงานเกี่ยวข้องที่ต้องทำ กว่าจะว่างก็เพลไปแล้ว ที่นี่เราใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน” ผู้ใหญ่ชาติชาย เล่าต่อว่า “บ้านจำรุง ยังมีสื่ออย่าง website. Banjumrung.google และมีสื่อสิ่งพิมพ์ เราเองก็มีอินเตอร์เน็ต ที่ได้มาจากสถาบันอิศรา แต่พื้นที่เรามันอยู่ปลายสาย มันช้า”
ขณะที่วิทยุชุมชนบ่อนอก และคนบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้น ก่อตั้งด้วยเหตุผลคล้ายกัน คือ ต้องการบอกกล่าวเรื่องราวของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนหากมีโรงไฟฟ้า และโครงการโรงถลุงเหล็ก เพราะเรื่องราวแบบนี้สื่อหลักเขาไม่ถึงในรายละเอียด แต่ก็ใช่ว่าวิทยุทั้งสองจะมีแต่เรื่องราวของโรงไฟฟ้า หรือโรงถลุงเหล็กเท่านั้น ยังมีเนื้ออื่นๆ ที่มาจากนอกชุมชน เช่น ของบ่อนอก จะออกอากาศระหว่าง 06.00-21.00 น ช่วงเช้าเป็นรายการธรรมะ กระทั่งเวลาประมาณ 08.00 -12.00 น. จะเป็นรายการจากภายนอกชุมชน ทั้งที่เป็นข่าวสารจากเอกสารของหน่วยงานที่ส่งไปให้ รายการต่างๆ จาก thaicr หรือ media4democracy ประชาไท ฯลฯ หลังเที่ยงเป็นต้นไป จะเป็นเรื่องราวในชุมชน หากเป็นวันพระหลังทำวัตรเย็นแล้ว จะมีญาติโยมที่มาค้างที่วัดมาจัดรายการธรรมะ
ส่วนเนื้อหาที่คนบางสะพาน และบ้านจำรุงสนใจร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องอุตสาหกรรม แต่เป็นเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะ บ้านจำรุงขึ้นชื่อเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่นักจัดรายการของวิทยุชุมชนคนบางสะพานอย่างนายแมน หนุ่มผิวคล้ำ อายุอานามยี่สิบต้นๆ ก็ลงมือทำสวนมะพร้าวอินทรีย์ นายแมนเล่าว่า “มกราคม ปี 53 รัฐบาลมีนโยบายเปิดตลาดเสรีมะพร้าว จะส่งผลกระทบกับมะพร้าวที่บางสะพานแน่นอน เพราะจะมีมะพร้าวที่ถูกกว่าจากฟิลลิปินส์ อินโดฯ เข้ามาตีตลาด ไหนจะมีเรื่องแผนพัฒนาภาคใต้ที่เราต้องบอกกล่าวให้คนในชุมชนได้รู้อีก จะได้เท่าทัน” ขณะที่ ลุงกบ จากบ่อนอก เล่าต่อทันทีว่า “บ่อนอกเคยทดลองปลูกสับปะรดอินทรีย์เหมือนกัน ทดลองอยู่เป็นปีแต่ไม่ได้ผล แต่ที่ได้ผลและเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองอยู่ทุกวันนี้คือ การทำปุ๋ยอินทรีย์ขาย มีสูตรพิเศษ บอกใครไม่ได้”.... แต่แล้วก็บอกว่า “สูตรพิเศษ” คืออะไร
ก่อนที่วงจะแยกย้ายกันไป เราวางแผนร่วมกันว่า เราจะสื่อสารข้อมูลมากมายก่ายกองนี้ ตามความสนใจของแต่ละคน โดยผ่านเครื่องมือที่เรามี ทั้งโทรศัพท์ โทรสาร อีเมล์ และทุกวิธีที่เราสะดวก ฉันสรุปได้ว่า....ทุกครั้งที่มีเวทีให้คนทำสื่อแบบบ้านๆ อย่างเราๆ มานั่งคุยกัน มักต้องได้เรื่องราวหลากหลาย ที่สามารถสร้างกำลังใจ และได้แรงบันดาลใจ ให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนเอาไปพัฒนางานของตนเองต่อเสมอ....ครั้งหน้าขอบ้านจำรุงเป็นเจ้าภาพนะ
หัวใจ...เป็นเรื่องสำคัญ
มอ่อนๆ พัดโชยทำให้ชีวิตยามเช้าวันอาทิตย์ดูรื่นรมย์แบบครึ้มๆ คนส่งหนังสือพิมพ์โยนหนังสือพิมพ์อย่างแม่นยำเช่นเคย แน่ละ...โยนมาหลายปีแล้ว ถ้าไม่แม่นก็เสียชื่อแย่ซิ ฉันคิด...
เนื้อหาข่าวในวันอาทิตย์ไม่มีอะไรที่อ่านแล้วจะต้องให้รำคาญใจ ด้วยความที่ไม่มีข่าวการเมืองที่ให้ร้ายกันไปมา หาประโยชน์อะไรสร้างสรรค์ไม่ได้เลย บางทีคนทำหนังสือพิมพ์เองก็คงเลือก (ถ้าเลือกได้) ที่จะไม่เสนอข่าวน่าเบื่อเช่นนั้น ฉันผ่านสายตาจากส่วนที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งไปยังหน้าวรรณกรรม จนมาสะดุดกับบทความหนึ่งที่ชื่อ “เรื่องเล่าของ...คนขี่เสือกระดาษ 4” จากที่ได้อ่าน ฉันก็เชื่อว่าคนเขียนบทความนี้ ต้องการช่วยเผยแพร่สิ่งที่แม่ติ๋ว และมูลนิธิสุทธาสินี น้อยอินทร์คิด และลงมือปฎิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้ผู้คนเห็นว่า คนที่คิดดีๆ ทำสิ่งที่ดีๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนให้ตัวเองนั้นมีอยู่จริง และมีอยู่ทั่วไป ซึ่งเราทุกคนสามารถจับต้องได้ ขอเพียงเปิดหัวใจออกมา ขณะเดียวกันฉันเองก็เชื่อว่า ผู้เขียนบทความนี้ มีความตั้งใจจริงที่จะใช้ความสามารถที่ตนเองมี และธุรกิจที่ตนเองทำ ช่วยหาทุนมาให้มูลนิธิฯ เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิดำเนินต่อไปได้
พออ่านจบ ฉันรู้สึกตื้นตันใจที่มีคนเห็น “คุณค่า” ขณะที่ก็หดหู่ใจไปพร้อมกัน...หดหู่ใจในแง่ที่ว่า เราทุกคนต่างคิดดี และอย่างช่วยเหลือกันและกัน แต่พอมีเรื่องธุรกิจเข้ามาพัวพัน ความไม่ไว้วางใจเคลือบแคลงสงสัยมักตามมาติดๆ เราต่างรักษาผลประโยชน์ของตนเอง หรือบางทีตัวเราไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน แต่มักมีคนที่หวังดี เขามาช่วยตรวจสอบความไว้เนื้อเชื่อใจนั้น ฉันเองไม่รู้จักกับแม่ติ๋วเป็นการส่วนตัว ได้มีโอกาสพบกันก็เมื่อคราวที่แม่ติ๋วพาเด็กๆ ไปเยี่ยมพี่น้องปากมูนที่ชุมนุมอยู่ที่สันเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี และอีกครั้งก็หลายปีมาแล้วที่นครราชสีมา ช่วงนั้นแม่ติ๋วเข้ามารักษาตัว หลังจากนั้นก็จะรับรู้เรื่องราวของแม่ติ๋วผ่านเพื่อนที่เข้าไปช่วยงานอยู่ที่มูลนิธิฯ
เมื่อคราวที่พวกเราเป็นคนทำงานพัฒนาไร้ชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก การทำงานก็มีความสุขท่ามกลางความยากลำบากไปแบบหนึ่ง เพราะไหนจะต้องต่อสู้ทางความคิด กับความคิดกระแสหลักที่ชี้นำสังคม ต้องลงมือปฎิบัติให้เห็นเป็นประจักษ์ ขณะที่ต้องหาทุนมาเพื่อให้การดำเนินงานตามความคิดความเชื่อดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง บางงานที่กระทบกระเทือนกับนโยบายของรัฐและทุนอย่างตรงไปตรงมา เราก็มักถูกจับตามองจากหน่วยความมั่นคงด้วยหลากหลายวิธีการ เริ่มตั้งแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกจับติดคุกติดตาราง ถึงขั้นมุ่งมาดเอาชีวิต ล่าสุดในสมัยรัฐบาลไร้แผ่นดิน ก็มีคำสั่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อนนักพัฒนาบางคน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้กลัว หรือมาทำลายความคิดความเชื่อต่อสังคมอุดมคติที่มีอยู่ให้สั่นคลอนลง เพราะข้อเท็จจริง รวมถึงงานวิชาการมากมาย ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่พิสูจน์ความคิดและความเชื่อที่เรามี
จนวันนี้....วันที่สังคมยอมรับการมีอยู่ขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO เราก็มีความสุขท่ามกลางความยากลำบากใจแบบใหม่ ไม่ใช่เรื่องงานที่อยู่ตรงหน้า หรือการเฝ้าจับตาดูของหน่วยความมั่นคงของรัฐ แต่เป็นเรื่องของเงินทุนที่ต้องการเขามาสนับสนุน เพราะแหล่งทุนต่างมีวาระในใจมานำเสนออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทุนเทศ หรือทุนไทย ทั้งทุนรัฐและทุนเอกชน ต่างก็มุ่งหวังผลงานที่จะเอาไปเสนอผู้บังคับบัญชา หรือทำให้สินค้าของตนเองเป็นที่ยอมรับ ยิ่งกระแส ISO และ CSR เข้ามาในแวดวงธุรกิจ งานบริจาคของและถ่ายรูปไปลงตามสื่อต่างๆ ยิ่งมีมากขึ้นทุกวัน พูดแบบนี้ต้องขออภัยอย่างยิ่งต่อธุรกิจที่ต้องการทำประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงใจ ทุนต่างประเทศหลายที่ก็ยึดมั่นถือมั่นในวิธีคิดของตนเองอย่างคงเส้นคงวา ไม่เรียนรู้บริบทสังคมที่แตกต่างจากประเทศของแหล่งทุนก็มีมาก
แต่เพราะเหตุผลที่เราทุกคนต้องอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึงต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วน เพื่อให้สิ่งที่คิดที่เชื่อดำเนินไปได้ แต่จะดีไม่น้อยทีเดียว ถ้าหลายภาคส่วนนั้นจะทำงานร่วมกันโดยใช้....หัวใจ
หมายเหตุ มูลนิธิสุทธาสินี น้อยอินทร์ หรือบ้านโฮมฮัก เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานดูแลเด็กและเยาวชนที่พ่อแม่สียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดยโสธร หากสนใจสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.banhomhug.org
วิถีชุมชน วิถีแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน
เรื่องการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน มันมีความเดิมเยอะ ความเดิมมันเป็นปัญหาของระบบคิด การจัดระเบียบชีวิตใหม่ของผู้คนทั้งหลาย มันกลายเป็นปัญหา ของการไม่สามารถพึ่งตนเอง ทั้งที่เราพูดถึงเรื่องการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอินทรีย์ คือหลักคิดที่ดีงาม แต่เราคล้ายกับว่าต้องพึ่งพาเป็นส่วนใหญ่
ในหลวงตรัสว่าด้วยเรื่องการพัฒนาแบบสมดุล ซึ่งเป็นเรื่องหลักคิดของพุทธ ที่ในหลวงพูดถึงเรื่องการกิน การใช้ ลดรายจ่าย จัดระเบียบชีวิตใหม่ เป็นปัญหามาก ตอนนี้เราไม่สามารถจัดระเบียบชีวิตใหม่เพื่อปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูกได้
ไม่รู้ว่าวิกฤตจะเกิดกี่ครั้ง วิกฤตตั้งแต่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งถือว่ารุนแรงมาก ประเทศไทยเจอจังๆ ตอนนี้ก็วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตเศรษฐกิจโลกมีผลกระทบต่อทั่วโลก เราเองก็เจอ ทีนี้การที่จะต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลก เราจะเอาอะไรมาต่อสู้ บางทีเราก็ยังต้องใช้ระบบการพึ่งพาอยู่ ยังก้าวไปไม่พ้น ก็มีคนเสนอว่า มันน่าจะเอาปลาร้า ปลาจ่อม ละแวกบ้าน มาสู้กับแฮมเบอร์เกอร์ ที่กระแสเศรษฐกิจโลกเจอปรากฏการณ์อย่างนี้
การสู้กับเศรษฐกิจแบบพึ่งพา แล้วจะหันกลับมาพึ่งตนเองอย่างไร เป็นเรื่องที่เราบอกว่า หุ้นจะขึ้นจะลงไม่เกี่ยวเราอยู่ได้ ขณะนี้เราดูโทรทัศน์ หุ้นนี้ก็ตก หุ้นนั้นก็ตก ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตของพวกเราเลย เราจะทำอย่างไรให้มีทุกอย่างที่เราบอกว่าต้องมีกิน
เพราะฉะนั้นการพูดถึงเรื่องระบบการผลิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อตอบสนองปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้เราไม่เคยคิดที่จะพูดถึงเรื่องปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐาน เรามัวแต่พูดถึงเรื่องเชิงเดี่ยว เกษตรอินทรีย์เชิงเดี่ยวที่ขายข้าวอินทรีย์มาซื้อผักเคมีกิน เกษตรอินทรีย์ที่ขายข้าวอินทรีย์แล้วไปซื้อปลากระป๋องกิน ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นปัญหาหลักคิดและหลักปฏิบัติ
เราก้าวไปไม่พ้น เรื่องการจัดระเบียบชีวิตของเราเอง นี่ก็เป็นปัญหา ที่เราพูดถึงเรื่องเกษตรอินทรีย์วิถีสุรินทร์ แล้วก็สอดคล้องกับวิถีการพึ่งตนเอง ในเรื่องปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐาน อันนี้อยากจะให้เราได้ทบทวน แล้วก้าวไปสู่การหลุดพ้นจากระบบการพึ่งพาจากข้างนอกอย่างไร
เหมือนเราเคยพูดเล่นๆว่า ตอนนี้ถ้าไม่มีรถพุ่มพวงมาขายของก็ตาย ซึ่งรถพุ่มพวงกลายเป็นปัญหาของการนำเข้า ไม่สามารถที่จัดการตัวเองได้ในเรื่องของปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐาน ซื้อจนกระทั่งตะไคร้ ซื้อทุกอย่าง ในขณะที่เรามีปัจจัยการผลิต มีที่ดิน มีทรัพย์สิน เราก็ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการที่ดินและทรัพย์สินที่มีอยู่ กลายเป็นระบบการพึ่งพาจากข้างนอกอันนี้ เป็นเรื่องที่อาจจะต้องมาทบทวนในประเด็นนี้
ตามจริงเราต้องจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่เองได้ นี่เป็นปัญหาของหลักคิด ที่ต้องมีคนอุปถัมภ์อยู่เรื่อย เป็นนักขออยู่เรื่อย คือพึ่งตนเองไม่ได้ อ่อนแอไปทุกอย่าง ไม่เข้มแข็งอะไรเลย และมีแล้วก็ไม่สามารถต่อทุนเพื่อให้เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต ซึ่งเราจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องท้าทาย พูดบ่อยมาก พูดจนเหนื่อย
เรื่องที่เราบอกว่าต้องพึ่งตนเอง เราจะจัดการตัวเองอย่างไร ซึ่งระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิถีการผลิตในการดำเนินชีวิต ที่กลมกลืนกับธรรมชาติและวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นการผลิตที่เป็นรากฐานของวิถีชีวิต เพื่อตอบสนองปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐานและเป็นแบบแผนชีวิตได้อย่างไร เมื่อนำมาผสานกับประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน
เพราะฉะนั้นหลักการพื้นฐานของระบบการผลิตและวิถีชีวิตต้องเคารพต่อธรรมชาติ เพราะต้องมีการจัดการธรรมชาติอย่างสมดุล ต้องฟื้นฟูธรรมชาติด้วย แต่ทีนี่เราไปทำลายธรรมชาติ เผาธรรมชาติ เผาฟางข้าว แล้วเมื่อพูดถึงเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืนมันคืออะไร การพัฒนาแบบยั่งยืน หรือบางคนบอกว่าเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม มันก็เกี่ยวกับด้านอื่นๆด้วย ต้องดึงมิติของคำว่าสุขภาวะและเรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องคำนึงถึงเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตที่ดี การบริหารจัดการที่ดี มันจะต้องร่วมกันคิด ชุมชนอาจจะต้องมาจัดระเบียบชีวิต ฟื้นฟูการดำเนินชีวิตอีกครั้งหนึ่ง.
เรื่องโดย
เกาะปอ : วิถี ทะเล ลมหายใจ ผู้คน และการเดินทาง
โดย ป่าเบญจมาศ
ลมทะเลพัดโมบายเปลือกหอย
กุ๊ง กิ๊ง...กุ๊ง กิ๊ง...
เสียงคลื่นเจือจางอยู่ในสายลม
เสียงเด็กๆ พูดคุย หัวเราะ
โรงเรียนยิ้มกลางเปลวแดด…
ผมวางปากกาลง หลังจรดกลอนเปล่าลงบนสมุดบันทึก
อาคารสีขาวสูง 3 ชั้น ทอดตัวขวางแนวตะวัน ทำหน้าที่บรรทุกนักเรียนกว่า 50 ชีวิต เคลื่อนไหวไปพร้อมกับกาลเวลา ซ้ายมือคืออาคารปูนชั้นเดียว ตรงหน้าเป็นสนามฟุตบอลและสนามวอลเลย์บอล ขณะผมนั่งอยู่ในอาคารไม้ชั้นเดียว - อาคารเรียนหลังแรกของนักเรียนบนเกาะปอ
เดินทางมาไกล จากอีสานใต้สู่อันดามัน ภาพทะเล ผู้คน ภาษา และกลิ่นอายแห่งชีวิต แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากภาพของโรงเรียนและเด็กๆ กลับคุ้นเคยอย่างยิ่ง
หรือโลกของเด็กคือสวรรค์เปิด คือสวรรค์ที่ยอมรับผู้คน ทุกเพศ ทุกวัยเข้าไป แต่คนส่วนใหญ่ คนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้ใหญ่” ต่างบอกว่า นั่นคือโลกของความฝัน!
ความฝันกับความจริงคืออะไร ?
สายลมสงบ ตะวันตั้งดวงกลางกระหม่อม เด็กๆ ทยอยออกจากอาคารสีขาวสูง 3 ชั้น ทีละคน ทีละคน
เพียงครู่ โรงอาหารชั้นเดียวไร้ขอบผนัง บรรจุเด็กๆ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ไปพร้อมกับอาหารกลางวัน
ผมเดินออกจากอาคารไม้ ลอดตัวสู่ใต้ถุนอาคารสีขาว 3 ชั้น สายตาทอดผ่านสู่โรงอาหาร เด็กหญิงแก้มตุ่ย ขณะผ้าฮิญาบไหวพะเยิบ คล้ายเริงระบำ ร่ายรำในดวงตา…
----
บันทึกเหตุการณ์ตอนลงพื้นที่ในฐานะอาสาสมัครครูอาสาของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)ประจำโรงเรียนเกาะปอ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่
เอาอะไรคิดกันครับ...ท่าน
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2552 พาดหัวว่า “รุกที่อุทยานฯ ถูกฟ้องทำโลกร้อน ชาวสุราษฎร์-บุรีรัมย์ ถูกฟ้องแพ่ง-อาญาฐานบุกรุกที่อื้อ เสนอรัฐออกโฉนดชุมชนแก้ปัญหาไร้ที่ดินทำกิน”.... เพียงเห็นพาดหัว กาแฟยามเช้าวันอาทิตย์ก็หมดรสชาดทันที อยากถามจริงๆ ว่าท่าน... เอาอะไรคิดกันเนี่ย อยากสร้างผลงานโดยเกาะกระแสโลกร้อน หรือความอยากแข่งบารมีกันระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองโดยเอา ชาวบ้านมาบูชายันต์หรือครับท่าน ...
ชาวบ้านในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง รวม ถึงชาวบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และบุรีรัมย์ ที่ถูกกรมอุทยานฯ ฟ้องนั้น เป็นสมาชิกของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) และได้มาร่วมชุมนุม เพื่อยื่นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 – 12 มีนาคม 2552 กระทั่งนำมาสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย โดยมีนายกรัฐมนตรี ( นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ) เป็นประธาน และดำเนินการประชุมครั้งแรกร่วมกันในวันที่ 11 มีนาคม 2552 นั้น ซึ่ง ผลการประชุมดังกล่าว มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหา โดยยึดปัญหาพื้นฐานของประชาชนและนโยบายรัฐบาลเป็นหลักสำคัญ พร้อมกันนี้ ได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา ทั้งสิ้น 6 ชุด ตามประเภทปัญหาที่ดินของเครือข่ายฯ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดการที่ดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” และการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” ตามเจตนารมณ์ของนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารประเทศ
ตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้ใช้กรอบนโยบาย และกลไกดังกล่าวข้างต้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ซึ่งในบางกรณีมีความคืบหน้าเป็นลำดับ แต่มีหลายกรณีที่เป็นไปในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับกรอบนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายต่อที่ประชุม หรือเกิดความล่าช้าในการทำงานของฝ่ายข้าราชการประจำ และที่สำคัญที่สุดคือ ในบางพื้นที่ของสมาชิกเครือข่ายฯ มีการข่มขู่ คุกคาม และมีแนวโน้มที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงต่อชาวบ้านผู้เดือดร้อน ซึ่งถือเป็นภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาไปสู่ “โฉนดชุมชน” ตามที่ปรารถนาร่วมกัน
กรณี ปัญหาพื้นที่ป่าไม้ คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธาน ภายหลังการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ยังไม่มีการดำเนินการตามมติที่ประชุมใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งข้าราชการประจำบางส่วนยังคงยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติคณะ รัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางนโยบายที่มีการตกลงร่วมกันแต่อย่างใด
กรณี ปัญหาพื้นที่ สปก. และพื้นที่สัญญาเช่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเหตุการณ์ข่มขู่ และใช้กำลังเข้าคุกคามสมาชิกเครือข่ายอย่างอุกอาจป่าเถื่อน โดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ได้ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแม้แต่น้อย
กรณี พื้นที่สัญญาเช่าในพื้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่สมาชิกเครือข่ายเข้าพื้นที่ที่หมดอายุสัญญาเช่า เพื่อทำการรังวัด กำหนดขอบเขตพื้นที่เพื่อวางแผนการพัฒนาตามแนวทางโฉนดชุมชน เจ้าหน้าที่บางส่วนกับบริษัทเอกชน ได้พยายามให้ร้ายป้ายสีว่าเป็นกลุ่มองค์กรเถื่อน พร้อมทั้งสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างชาวบ้านกลุ่มต่างๆในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในที่สุด อีกทั้งมีการสร้างกระแสข่าวว่าจะสนธิกำลังเข้าปราบปรามในเร็ววันนี้ ดังนั้น หากใครไม่ต้องการถูกจับกุม ให้ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ท่าน ผู้มีอำนาจครับ... ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ท่านเห็นหรือยังว่า การแก้ปัญหานั้นมีขั้นตอน มีความเป็นมา และการแก้ปัญหาเกิดความล่าช้า มีปัญหาอุปสรรค ก็เพราะเกิดจากท่าน และลูกน้องของท่านนั้นแหละครับ ที่ทำให้มันล่าช้า การข่มขู่คุกคามที่ชาวบ้านได้รับ ท่านกรุณาไปพิสูจน์สิครับท่าน ว่าจริงเท็จอย่างไร ไม่ใช่เพียงแต่นั่งกินภาษีประชาชนไปวันๆ และถ้าหากท่านต้องการทำผลงานโดยเกาะกระโลกร้อนแล้วละก้อ...กรุณาเถอะครับ ท่าน ช่วยไปตรวจสอบการทำงานของ อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวดูหน่อยซิว่า ทำโลกร้อนขนาดไหน....
ความคิดเห็น
Current weather
กรุงเทพ

- Broken clouds
- Temperature: 32 °C
- Wind: East, 9.3 km/h
- Pressure: 1017 hPa
- Rel. Humidity: 38%
- Visibility: 7 kilometers
ศุกร์, 03/12/2010 - 03:30







.png)
.png)



แสดงความคิดเห็น