ปฏิทิน






บอกอจ้อเรื่องย้อนหลัง

แก่กะโหลกกะลา

 คำพูดที่คุณสมัคร สุนทรเวช พูดในการเปิดงานสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่เมืองทองธานีนั้น ทำให้เห็นว่า คุณสมัครมีวิธีคิดแบบไหนในเรื่องสิ่งแวดล้อม แถมทำให้รู้อีกว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไม่สนใจใฝ่รู้ที่จะศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ที่คุณสมัครพูดว่า โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมี ngo เป็นผู้คัดค้านโครงการฯ และต้นไม้ในบริเวณอ่างเก็บน้ำในโครงการฯ มีเพียง 50,000 ต้น กับนกยูงอีก 3 ตัวคุณสมัครพูดไปได้...

เมืองไทย...หลายหลากสี

รอบตัวมีเอกสารมากมาย เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง รวมถึงการรายงานข่าวเพื่อสันติภาพ แต่นึกไม่ออกว่าควรเอาตำราไหนมาใช้ดี แม้ความขัดแย้งจะเกิดจากสองฝ่าย แต่ผลกระทบมันเกิดกับทุกคนในสังคม มิตรสหายบอกว่า หยุดติดตามสื่อทุกชนิด ในเชิงปัจเจกก็อาจเป็นไปได้ แต่ตราบเท่าที่เราอยู่ในสังคม แม้ไม่บริโภคสื่อ แต่การสื่อสารแบบปากต่อปากก็ขยายวงกว้างได้ไม่แพ้กัน เพราะตามสถานที่สาธารณหลายแห่ง หัวข้อสนทนาที่ได้ยินคือ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและพันธมิตร กับปัญหาข้าวยากหมากแพง  เราเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และถูกอ้างถึงมากที่สุด เราควรเสนอทางออก อย่างไรกันดี....

ความจริงก็มีหลายคนเสนอทางออก ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ประชาชนหลายส่วน แถมเป็นข้อเสนอแบบมีสีสัน เริ่มจากกลุ่มประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง หรือเรียกสั้นๆ ว่า กลุ่มริบบิ้นสีขาว นำโดยอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ซึ่งกลุ่มนี้จะรณรงค์ไม่ให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ส่วนอีกกลุ่มใช้ชื่อว่า ส้มขอร้อง อ่านแล้วก็ขำๆ แต่มีสาระ... จะยกบ้างส่วนมาให้ดูนะคะ

ถึง...ท่านผู้นำทุกฝ่าย ที่เคารพ

ยุคประชาชนยากแค้นลำเค็ญ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทุกวัน ราคาอาหาร ค่ารถโดยสาร ประจำทาง ค่ารถ บขส. ค่าน้ำค่าไฟ กับอีกสารพัดค่าใช้จ่ายที่จะขึ้นตามมา ส่งผลให้โรงง าน อุตสาหกรรมทยอยปิด ลอยแพคนงาน โรงงานไหนที่ยังพอดำเนินการไปได้ ก็ใช้วิธีให้คน งานรับงานไปทำที่บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายสวัสดิการต่างๆ หันหลังกลับไปมอง ภาคเกษตร ขณะที่ราคาข้าวสูงขึ้น หลายคนคิดว่า ชาวนาจะสบายแล้ว แต่สิ่งที่เห็นและเป็น จริงคือ ชาวนาจากหลายจังหวัด ออกมาชุมนุมประท้วง เรื่องราคาข้าวที่ไม่เป็นธรรม เพราะ เมื่อข้าวราคาสูง ชาวนาก็แทบไม่เหลือข้าวอยู่ในมือแล้ว  นักเรียนนิสิตนักศึกษาต้องหาเงิน หางานพิเศษทำ และเมื่อหมดทาง ก็ฆ่าตัวตาย  ท่ามกลางนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญ ญาตรี

                “ท่านผู้นำ”  ที่เคารพ...ท่านทำอะไรกันอยู่ แม้รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ แต่ก็เป็นเพียงตัวหนังสือ ที่ต่างความหมายกับ ประชาธิปไตยกินได้ วันนี้ท่านผู้นำทุกฝ่าย อ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่การกระทำที่เห็นนั้น ไม่มีตรงไหนที่มอง ได้ว่า ท่านผู้นำทำเพื่อประชาชน เจตนาและการแสดงออก ที่ยั่วยุ  การใช้คำพูดหยาบคาย ท้าทายกันไปมาทั้งรัฐบาลและพันธมิตรฯ ที่ส่อไปในทางให้ผู้คนออก มาใช้ความรุนแรง ประหัตประหารกัน ท่านผู้นำที่เคารพ ท่านกำลังสร้างความชอบธรรมให้อำนาจอื่นเข้ามาจัดการ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า อำนาจดังกล่าวไม่ สามารถแก้ปัญหาได้ รังแต่จะสร้างความเสียหายย่อยยับไปทุกฝ่าย และคนที่ต้องรับกรรม หนักที่สุด ก็คือ ประชาชนผู้เสียภาษี ประชาชนผู้ค้ำบังลังก์ให้ท่านผู้นำทั้งหลายใช้กล่าวอ้าง อยู่ทุกลมหายใจ

ณ วันนี้... ความหมายของประชาธิปไตยตัวแทน โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยทางตรง หรือประชาธิปไตยบนท้องถนน ถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ไปสิ้น ท่านผู้นำที่เคารพ  ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ  เพราะมีความขัดแย้งจึงมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ ความขัดแย้ง นั้น ต้องยืนอยู่บนหลักการเหตุผล ยืนอยู่บนความโปร่งใสตรวจ สอบได้ ยืนอยู่บนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มิใช่ยืนอยู่บนอารมณ์ที่จ้องแก้แค้นทำลายกัน และผลประโยชน์ของพวกพ้องตนเอง อย่างที่เป็นอยู่

ผู้นำที่ดี

ผู้นำคืออะไร และลักษณะที่ผู้นำต้องมี     

 โต๊ะทำงาน...ไม่ว่าเราจะคอยจัดให้เป็นระเบียบอย่างไร อีกไม่นานก็จะกลับมาไร้ระเบียบ เช่นเดิม มีเอกสารทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาจะต้องใช้ กลับไม่เคยหาเจอสักครั้ง  แต่การได้จัด โต๊ะทำงานเป็นระยะๆ ก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เพราะเราเองจะมีโอกาสทบทวนเอกสารเก่าๆ ที่ได้รับจากการสัมมนา หรือเอกสารคู่มือต่างๆ บ่อยครั้งที่งานตรงหน้าในแต่ละวัน มาให้เราลืมเอกสารดีๆ เหล่านี้ไปสิ้น เหมือนเอกสารชิ้นนี้ที่จะนำเสนอท่านผู้อ่านคะ จุลสารเข็มขาว : สารเพื่อการประสานงานอาสาสมัครรุ่น ๘ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๒๙  โดยทีมอาสาสมัครภาคเหนือ  เรื่องผู้นำผู้นำคืออะไร และลักษณะที่ผู้นำต้องมี

                ๑. อดกลั้น
                ๒. มีมารยาทดีงาม
                ๓. ได้รู้ได้เห็นมามาก 
                ๔. พยายามติดตามผลงาน และทำ เองให้ได้ มากที่สุด
                ๕. มองบุคคลที่เหมาะสมที่จะทำงานแทนเรา
                ๖. เสียสละทุกประการ
                ๗. รักประชาชน เสมือนญาติพี่น้อง
 
                ๘.อย่าประพฤติให้เป็นที่เสียหาย
 
                ๙. อย่าพูดแต่ปาก อย่าใช้แต่นิ้วสั่ง

              ๑๐. อย่ามีพวกเขาพวกเรา
              ๑๑. ยิ้มก่อน ทักทายก่อนเสมอ

              ๑๒. ยามทุกข์เข้าช่วยแก้ไข เยี่ยมดูแล

              ๑๓. พยายามให้เขามีโอกาสทำงานเพื่อเราและส่วนรวมบ้าง

              ๑๔. แม้รู้ว่าเขาไม่ชอบเรา แต่เราต้องชอบเขาเสมอ 
              ๑๕. อย่าทะเลาะหรือสอบสวนผู้ใต้ปกครอง เพราะเรื่องของเรา
              ๑๗. อย่าโต้เถียง หรือประณามให้เขาได้อายในที่ชุมชน
              ๑๘. จงยกย่องผู้ทำความดี "แม้แต่น้อย" ในที่ชุมชนเสมอ และชมสรรเสริญ  ฝากผู้อื่นใน ความดีที่เขาทำ  

          แม้จุลสารฉบับนี้ทำขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ แต่เนื้อหาทันสมัย ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไร หรือว่า ถ้า ผู้นำควรมีคุณสมบัติอะไรอีก แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกันเข้ามานะคะ...
เอ...
!
แต่ผู้นำเรามีคุณสมบัติข้อไหนบ้างละเนี่ย...

แล้วเราจะพบกัน

            ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราทั้งหลายต้องมีโอกาสไปร่วมงานศพ มากบ้างน้อยบ้างตาม แต่เงื่อนไขของละคน การไปร่วมงานก็ด้วยนึกถึงคุณงามความดีของผู้ตาย และเพื่อขอ อโหสิกรรมต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย และอาจสืบ เนื่องไปจนถึงการช่วยเหลือครอบครัว หรือภาระกิจ การงานที่ผู้ตายยังทำไม่บรรลุเป้าหมาย ตลอดเวลา กว่าแปดวันที่อยู่ช่วยงานศพของ ปุ๋ย หรือนันทโชติ ชัยรัตน์ และ ลำน้ำ หรือเด็กชายไกรพล ชัยรัตน์ ทำให้มีโอกาสได้คิดถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า ยิ่งได้อ่านหนึ่งในหนังสือ ที่แจกในงานศพของบุคคลทั้งสอง เรื่อง ระลึกถึงความตายสบายนัก การเจริญมรณ สติในชีวิตประจำวัน  ของพระไพศาล วิสาโล แม้ยังอยู่ในอารมณ์อาลัยอาวรณ์ เพราะด้วยความที่ทำงานร่วมกันมาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของ ชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ชีวิต โปร่ง เบา สบาย ไปพร้อมกัน...

            ...ชีวิตกับความตายหาได้อยู่ตรงข้ามกันอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจไม่ แต่เป็นเรื่อง เดียวกัน เรามีชีวิตอย่างไรก็ตายอย่างนั้น ถ้าอยู่ด้วยความหลง ก็ต้อง หลงตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือตายอย่างทุรนทุราย ไร้สติ แต่ถ้ามีชีวิตด้วยความตื่นรู้ อยู่อย่างผู้ไม่ประมาท หมั่นสร้างความดี อยู่เสมอ อานิสงส์ของการเจริญมรณสติ คือการขวนขวายใส่ใจใน สิ่งที่ชอบติดยึด ในด้านหนึ่งช่วยให้เราอยู่อย่างมีความสุข และ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับความตายที่จะมาถึง เพราะเมื่อได้ทำสิ่งที่สมควรทำเสร็จสิ้นแล้วไม่มีสิ่งคั่งค้าง กังวลใจ ก็พร้อมจะจากโลกนี้ไปด้วยใจสงบ...เนื้อความบางส่วน จากหนังสือระลึกถึงความ ตายสบายนักฯ

ปุ๋ย...เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมรุ่นใหม่ และเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ด้วยอายุเพียง 37 ปี พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ นับว่าอายุยังน้อย แต่การที่คนกว่าหนึ่งพันคน ไปร่วมงานศพเขา จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงคุณงามความดี ที่เขาเองไม่เคยอวดอ้าง ไม่เคยใช้ชาว บ้านเป็นฐานเพื่อปูทางไปสู่ความยิ่งใหญ่ และลาภยศสรรเสริญแต่อย่างใด เขาสร้างคุณ งามความดีมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต หรือฆาราวาส ความตายของปุ๋ย และหนังสือระลึกถึงความตายสบายนักฯ ควรเป็นสิ่งเตือนใจเราทุกคน ไม่ว่าจะสวมหัวโขนหรือมีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีอะไร สิ่งที่ฝากไว้ให้ผู้คนจดจำคือ คุณงามความดีของบุคลลผู้นั้นเอง

สำหรับผู้ที่ต้องการสมทบทุนเพื่อช่วยครอบครัวชัยรัตน์ บริจาคได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยยิ่งเจริญปาร์ค บัญชีเลขที่ 452-0-06772-3 ชื่อบัญชีนางพเยาว์ ชัยรัตน์ เพื่อบุตรนายนันทโชติ ชัยรัตน์

ปุ๋ย" นันทโชติ ชัยรัตน์ เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์

ปุ๋ย" นันทโชติ ชัยรัตน์ เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์...เพียงแค่เดือนครึ่ง …นับจากวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๑ อันเป็นวันสุดท้ายของงาน "ร่วมรำลึก ๑๐๐ วัน" ของการเสียชีวิตของคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน
    ในตอนบ่าย ๓ โมงเศษๆ ของวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ชาวสมัชชาคนจนก็ต้องทุกข์ระทมเศร้าอีกคำรบ เมื่อ "ปุ๋ย" นันทโชติ ชัยรัตน์ ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต เป็นการสูญเสียบุคลากรผู้เป็นเรี่ยวแรงคนสำคัญ และเป็นการสูญเสียในเวลาไล่เลี่ยกัน แทบจะเรียกได้ว่า ตามกันไปติดๆ
    แต่ที่ต้องกระเทือนใจยิ่งกว่านั้น เพียงชั่วระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่เท่าไร "น้องลำน้ำ" ด.ช.ไกรพล ชัยรัตน์ ที่ประสบเหตุในคราวเดียวกัน ก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ตามผู้เป็นพ่อไปอีกราย
    ปลายปี ๒๕๕๐ ถึงต้นปี ๒๕๕๑ จึงถือได้ว่า เป็นห้วงเวลาที่พี่น้องชาวสมัชชาคนจนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในสงครามแย่งชิงทรัพยากรไปอย่างไม่คาดคิด
    นันทโชติ ชัยรัตน์ "ปุ๋ย" เกิดในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ที่ จ.นครสวรรค์ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของว่าที่ ร.ต.บุญเลิศ ชัยรัตน์ กับนางลูกคิด ชัยรัตน์ มีพี่น้องทั้งสิ้น ๕ คน จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ. ๒๕๓๖) สมรสกับ "แป๊ะ" พเยาว์ อดีตนักกิจกรรมจากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี มีบุตรเป็นชายล้วนถึง ๓ คน ด.ช.นันทวัฒน์ (ลำโดม) ด.ช.ไกรพล (ลำน้ำ) และ ด.ช. นันทชัย (ลำมูน) คนหลังสุดนี้มีอายุเพียง ๘ เดือนเศษ
    เส้นทางชีวิตทางกายภาพ จากนครสวรรค์ เข้ากรุงเทพฯ และสู่ปลายทางแห่งชีวิตที่อุบลราชธานี แม้จะต้องแวะพำนักระหว่างทางในหลายที่หลายแห่ง ที่ประสบปัญหาอันเกิดจากนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม
 ท้ายที่สุด ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างรัฐกับประชาชน โดยโครงการอภิมหาอมตะนิรันดรกาล ภายใต้ชื่อ "โครงการโขง-ชี-มูล"
    โครงการโขง-ชี-มูล แท้จริงมันคือโครงการที่เอื้อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ยกเว้นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมโลก ทุนชาติ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผลกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และยังจะมีอยู่อีกตลอดไป ผู้รับกรรมคือคนอีสานทั้งมวล

แน่นอน ... คนอีสาน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งที่รู้ทันและรู้ไม่เท่าทัน ต่างต้องได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

    นันทโชติ ชัยรัตน์ สมัครใจที่จะเป็นเฟือง เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ที่ยืนข้างประชาชน โดยเริ่มคลุกคลีและเข้าร่วมตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ หรือก่อนจบการศึกษาถึง ๕ ปี ก่อนจะปักหลักยืนสู้พายุร่วมกับผองคนยากอย่างจริงจังในเวลาต่อมา
    หากไม่มีโครงการโขง-ชี-มูลแล้ว นันทโชติ คงหอบปริญญากลับนครสวรรค์ หรือไม่ก็อาจจะอยู่เป็นชาวกรุง ประกอบอาชีพทนายความ หรือเป็นอัยการ หรือแม้แต่เป็นผู้พิพากษา หรืออาจประกอบสัมมาอาชีวะอย่างอื่นเยี่ยงบัณฑิตทางกฎหมายทั่วไป แน่นอน ... ด้วยการแอบอิงฝ่ายธรรม จนเข้าอุปสมบทที่วัดป่าภูหลง อำเภอแก้งคร้อ ชัยภูมิ กับพระไพศาล วิสาโล เขาย่อมไม่ทำงานอันเป็นเดรัจฉานอาชีพเป็นแม่นมั่น

    เป็นเพราะรัฐไทยมีนโยบายการพัฒนาที่ผลาญพล่าทรัพยากรและวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นเพราะผลกรรมจากการดำเนินโครงการรัฐส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน เขาจึงต้องขลุกอยู่กับเหล่าคนยาก เผชิญกับสภาพการณ์อันอึดอัดอัตคัด แม้มิใช่สงคราม แต่ความรุนแรงมิได้น้อยกว่ากันสักกี่มากน้อย
    ขณะที่ภาระทางครอบครัวก็แสนหนัก ด้วยอายุเพียง ๓๘ ปี แต่มีลูกถึง ๓ คน ถึงแม้นว่าเขาจะปลดภาระต่อประชาชน โดยบ่ายหน้าไปฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ก็คงไม่มีผู้ใดครหา แต่เขาเลือกที่จะร่วมทุกข์กับคนทุกข์
    แม้ภารกิจสุดท้ายก่อนพบจุดจบ ก็มิใช่การขวนขวายเพื่อเลี้ยงเมียและลูกทั้งสาม มิใช่การกู้ยืมเงินมาเพื่อปลูกบ้านน้อย เพื่อครอบครัวจะได้ไม่ต้องเบียดเสียดเบียดเบียน "พี่นงลักษณ์" ซึ่งหอบลูกจูงเมียมาขอมุดชายคาอาศัยมาแรมปี
    มิใช่การดิ้นรนขวนขวายเยี่ยงพ่อ เยี่ยงสามีที่พึงมีต่อบุตรและภรรยา เพื่อให้ครอบครัวได้ทัดเทียมหน้าคนอื่น หากเป็นภารกิจเพื่อ "พี่น้อง" คือไปหารือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (มหาชน) หรือ พอช. เรื่องเงินกู้ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร

    นันทโชติ ชัยรัตน์ จึงไม่ได้ตายเพราะการที่ "นายประสาน" พนักงานขับรถของ บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด นำรถอีซูซุ ดีแมคซ์ประสานงากับอีซูซุ มังกรทอง เพราะนั่นเป็นเพียงพาหะแห่งการทำให้สังขารของเขาแตกดับไปเท่านั้น

แต่การพรากชีวิตที่แท้จริง คือ การถูกสะเก็ดระเบิดไปพร้อมกับเกาะแก่งอันเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปลาในลำน้ำมูนเมื่อแรกเริ่มก่อสร้างเขื่อนปากมูล

คือ การถูกกระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าทำเนียบ

คือ ถูกกระทืบตอนที่ทางการบุกเผาหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนตรงสันเขื่อนปากมูล และ คือ การสูญสิ้นของทรัพยากรและวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำ นั่นต่างหาก

และแน่นอน ... นี่มิใช่อุบัติเหตุ หากเป็นการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยรัฐไทย

บอกอจ้อเรื่อง

บอกอจ้อเรื่อง

               ไปช่วยงานโครงการอาสาสร้างสื่อการเรียนรู้  ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการของ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ที่ต้องการเชื่อมผู้คน ที่มาจากต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างวิถีชีวิต ให้มาพบปะสัมพันธ์กันเข้าใจกันและกันมากขึ้น โครงการนี้เปิดรับสมัคร เพื่อนมิตรทั่วไป ที่ต้องการแบ่งปันสิ่งที่ตนเองสามารถสละเพื่อเพื่อนร่วมสังคม โดยที่ ตนเองไม่เดือดร้อน ผ่านกิจกรรมการทำสื่อการเรียนรู้ร่วมกับเด็กๆ ที่ขาดโอกาสใน สังคม ที่มีทั้งเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ เด็กชนบท เด็กในชุมชนแออัด ล่าสุดเด็กๆ ลูกหลานแรงงาน ต่างชาติชาวพม่าและมอญ ที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

มือเล็กๆ ของเด็กหญิงเด็กชาย ที่บรรจงตัด กระดาษให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามแบบ พร้อมกับความ พยายามที่จะขียนคำศัพท์ภาษาไทย เพื่อสื่อถึงภาพที่ พวกเขาระบายสีตามที่ตัวเองชอบ หรือคิดว่าสีนี้จะ สวยที่สุด ขณะที่บางคนมุ่งมั่นจดจ่อกับการร้อยด้าย สนเข็ม ดาวกระดาษ กระดุม รวมถึงลูกปัดหลากสี ถูกเทกองลงพื้น ต่างคนต่างเลือก สีที่คิดว่าถ้ามารวมกันเป็นโมบายแล้วจะสวยที่สุด ขณะที่เด็กๆ กำลังสนุนสนานกับการ ทำโมบาย จานขนมก็ถูกยกมาขั้นจังหวะ เสียงพูดคุยของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่ไม่ ถนัดงานเย็บปักถักร้อย จึงหยุดลงชั่วขณะ

            ระหว่างการทำกิจกรรม พี่ๆ อาสาสมัครมีโอกาสได้พูดคุยไถ่ถามความเป็นมา ของเด็กๆ ลูกหลานแรงงาน ที่หลายคนก็ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ ต้องให้เพื่อนช่วยเป็นล่าม วันธรรมดาเด็กๆ ต้องช่วยพ่อแม่ปอกกุ้ง ต้องทำงานในสภาพที่เปียกชื้น เหม็นกินคาวทั้งวัน ยิ่งอากาศร้อนยิ่งแย่ลงไปอีก ในวันอาทิตย์ เด็กๆ จะมาร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายส่งเสริม คุณภาพชีวิตแรงงาน  เด็กทุกคนจะมีโอกาสได้เป็นตัวของตัวเองก็วันนี้เท่านั้น สามารถเล่น ระบายสี กินขนม และเรียนภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะถ้าไม่สามารถใช้ภาษา ไทยได้ในระดับดีเยี่ยม เขาจะไม่สามารถเข้าเรียนในระบบโรงเรียนของไทยได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีเด็กเพียง 1 คนเท่านั้น ที่สามารถฝ่าฝันอุปสรรคมากมายผ่านเข้าสู่ระบบโรงเรียน ในโครง การใกล้บ้านใกล้โรงเรียน ของกระทรวงศึกษาธิการ

            จนบ่ายคล้อย ถึงเวลาที่เด็กๆ ต้องกลับที่พัก โมบายสายสัมพันธ์ก็เสร็จพอดี  แม้บางอันที่เด็กทำไม่ เสร็จ เหล่าพี่เลี้ยงก็ต้องเร่งมือทำเต็มที่ เพราะอยากให้ เด็กๆ เห็นผลงานของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงโมบายที่ทำ ขึ้นจากของเหลือใช้ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เขาได้เป็นตัว ของตัวเอง ได้ใช้จินตนาการของเขาเอง ขณะที่พี่ๆ อาสาสมัครก็ได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนแรงงานต่างชาติ ิตัวน้อยๆ มากขึ้น  กิจกรรมเล็กๆ แบบนี้แม้ไม่สั่นสะเทือน ถึงรัฐบาลทหารพม่า แต่สั่นสะเทือนในจิตใจพี่ๆ ที่ร่วม กิจกรรมทุกคน

บอกอจ้อเรื่อง

บอกอจ้อเรื่อง

                                

  ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับเป็นเทศกาลงานรื่นเริง แรงงานหนุ่มสาวที่ต้องเข้าเมืองใหญ ่เพื่อทำมาหากิน ต่างมุ่งหน้ากลับถิ่นฐานบ้านเกิด กลับไปอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา กลับไปรดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว เล่นน้ำปะแป้ง ก่อกองทราย บางพื้นที่ที่ติดแม่น้ำ จะมีการแข่งเรือ รวมถึงการละเล่นอื่นๆ กันอย่างสนุกสนาน แม้บางทีอาจเล่นเกินเลย หรือไปเล่นน้ำกับคนที่ต้องไปทำงาน ก็อาจมีหงุดหงิดกันบ้าง แต่ต้องทำใจ พร้อมต้องบอกกล่าวตักเตือนกัน นอกจากการรื่นเริงแล้ว ผู้คนก็จะออกมาทำบุญตักบาตร งานบุญสงกรานต์จะพิเศษกว่าก็ตรงที่ จะมีการทำพิธีสวดบังสกุล ให้กับบุพการี ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว อีกทั้งเจ้ากรรมนายเวร 

ด้วยความที่เหนื่อยสะสมมาหลายวัน บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว กว่าจะเอาชนะอบายมุขตัวที่แปดที่เรียกว่า ความขี้เกียจ จนแซะตัวเองออกมาจากที่นอนได้ เพื่อนมิตรก็ทำอาหารสำหรับไปวัดเกือบเสร็จแล้ว ฉันเดินแก้เขินไปชงกาแฟ แล้วกลับมานั่งให้กำลังใจเพื่อน ซึ่งน่าจะดีกว่าการลงมือช่วย เพราะจะสร้างความยุ่งยากมากกว่ายอดเยี่ยม กลิ่นปลาจิ้งจ้างทอด เคล้ากับกลิ่นกาแฟยามเช้า ก็ดีไปอีกแบบ เมื่อกาแฟหมดถ้วย อาหารสำหรับถวายพระก็ถูกบรรจุลงปิ่นโตเรียบร้อย

ช่วงระหว่างทางไปวัด ฉันเองพยายามจะทำให้เกิดการรู้ตัวทั่วพร้อม แต่ก็ทำได้ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะคิดถึงเรื่องราวสัพเพเหระเรื่อยเปือย จนเข้าเขตวัดจึงรู้สึกตัวอีกที ความที่ยังเช้าบนศาลาจึงมีญาติโยมไม่กี่คน ต่างเตรียมสำรับอาหารพร้อมข้าวตอกดอกไม้ เพื่อถวายพระ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มานอนวัดในวันพระ เดินมาบอกญาติโยมที่มาใหม่ ให้ไปเอาถ้วยจานมาจัดสำรับอาหารให้เรียบร้อย และจะถวายพร้อมกัน ตอนที่พระท่านลงศาลา หลังจากที่ญาติโยมเตรียมสำรับเสร็จ เสียงผู้เฒ่าคนเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง ดังจน
ได้ยินกันทั่วศาลาว่า ...ถ้าใครจะบังสกุลให้ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว
ก็ให้เขียนชื่อบุคคลเหล่านั้นลงในกระดาษ แล้วใส่ลงในโกฐที่ตั้งเด่นอยู่กลางศาลา หลังจากฉันเช้าเสร็จ ท่านจะสวดบังสกุลให้... ฉันทำตามที่ผู้เฒ่าบอก แล้วก็แอบมานั่งหลบมุมพิงเสา กะว่าจะแอบหลับสักงีบ

กลิ่นปลาจิ้งจ้างลอยมาเตะจมูกอีกครั้ง พลันนึกถึงรายชื่อที่เขียนลงไปในกระดาษ เพื่อจะทำพิธีบังสกุล มีบุพการีผู้ให้กำเนิด เพื่อนมิตรผู้ล่วงลับ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ฉันได้กระทำการล่วงเกินทั้งโดยตั้งใจและมิได้ตั้งใจ แต่ฉันลืม...!ลืมเขียนอุทิศให้กับเพื่อนที่เป็นต้นทางของปลาจิ้งจ้าง นึกโมโหตัวเอง ลืมได้อย่างไงกันว่ะ ทั้งๆ ที่ ปลาจิ้งจ้างที่นำมาถวายพระ มาจากระนอง จังหวัดที่เพื่อนชาวพม่าต้องจบชีวิตลง ก่อนหน้าสงกรานต์เพียงวันเดียว    

บอกอจ้อเรื่อง

บอกอจ้อเรื่อง

            ประชาชนผู้บุกเบิก หักร้างถางพง เพื่อหาที่ทางทำมาหากินอย่างสุจริต เก็บออมจนสร้างฐานะ และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ในหลายรูปแบบ รวมถึงการจ่ายภาษีให้รัฐอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้าเส้นสายไม่ใหญ่ นามสกุลไม่ดัง คุณงามความดีทั้งหมดที่สั่งสมมา ก็สามารถทำให้ประชาชนตาดำๆ เปลี่ยนจากผู้บุกเบิกเป็นผู้บุกรุกได้ในทุกที่ทุกเวลา เกาะเสม็ด หรือเกาะแก้วพิสดาร ในวรรณคดีพระอภัยมณี ของท่านกวีเอกสุนทรภู่  เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟัง

            วงสนทนาของชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิในที่ทำกิน ที่มีฉากหลังที่เป็นป่าใบเขียวลดหลั่นสู่ หาดทรายขาวละเอียด ที่กำลังหยอกล้อกับน้ำทะเลสีใสแจ๋ว เล่าให้ฟังว่า... ตอนที่เข้ามาที่นี่ แรกๆ ก็สร้างเป็นกระท่อมไม้ไผ่ ไม่มีอะไรเลย น้ำจืด ทั้งน้ำกินน้ำอาบ อาหารการกินต้องเอามาจากฝั่งเพ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน จากหนึ่งครอบครัว ก็ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพ ด้วยการทำสวน  ออกเรือหาปลา จนถึงยุคมันสำปะหลังราคาดี ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกมัน วันหนึ่งทางกองทัพเรือจะเข้ามาสร้างประภาคาร นางจี๋ ศรีสง่า ตอนนั้นอายุ 35 ปี ก็ยกที่ดินประมาณ 800 ตารางเมตร ให้กองทัพเรือไป ซึ่งเรื่องนี้ก็มีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 17 เมษายน 2473 เมื่อคนเริ่มรู้จักเกาะเสม็ด หลายครอบครัวก็หันมาทำที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ดินก็เริ่มมีมูลค่าขึ้น ปี พ.ศ. 2524 กรมป่าไม้ ก็ประกาศให้เกาะเสม็ดเป็นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเกาะเสม็ด พอปี พ.ศ. 2543 นโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ก็เข้ามาทับซ้อนนโยบายเดิมของอุทยานฯ ในรูปองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เพื่อหวังฮุปที่ดิน ที่พวกเราช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก.....

                   จากวงสนทนา ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ที่มีอายุกว่าชั่วอายุคน และพยานเอกสารที่ชาวบ้านเอามากองไว้ตรงหน้า น่าจะเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวบ้านเข้ามาทำกินก่อน ที่หน่วยงานรัฐทั้งหลายจะเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของ แต่เพราะความงดงามที่ขึ้นชื่อของเกาะเสม็ด ที่ทำให้หลายฝ่ายทั้งรัฐ และทุนใหญ่ ต่างจ้องตาเป็นมัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ผู้มีอำนาจจะใช้ทุกวิถีทาง ที่จะเข้าไปอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ....ปัญหาเรื่องอุทยานฯ ทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน เชื่อว่าหากต้องการแก้จริงๆ ไม่ยาก  แต่ที่ยาก และยุ่งเป็นวัวพันหลักอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะรัฐไม่เคยเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีมองประชาชนนี่แหละ 

บอกอจ้อเรื่อง

บอกอจ้อเรื่อง

            หลังจากกลับจากงานรำลึก 100 วัน ของคุณมด-วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักสู้สามัญชน ผู้งดงามและเบิกบาน ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน จ.อุบลราชธานี ก็มีโอกาสได้นั่งเงียบๆ อ่านรายงานของอาสาสมัครนักฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกคนจะเขียนเล่าถึงช่วงเวลาที่ลงไปทำงานในพื้นที่กรณีปัญหาต่างๆ เช่น แรงงานหญิงย่านอ้อมน้อยอ้อมใหญ่, แรงงานต่างชาติชาวพม่า, สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า เหมืองแร่, พี่น้องชุมชนแออัด ฯลฯ ว่า ตนเองทำอะไรบ้าง เรียนรู้อะไร มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร และแก้ปัญหา หรือผ่านเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร และหัวข้อที่สำคัญที่สุด คือ  สิ่งที่อาสาสมัครภูมิใจในการทำงานคืออะไร... เราเคยถามตัวเองหรือไม่

 คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ อาสาสมัครนักกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ที่ลงไปเรียนรู้ร่วมกินร่วมอยู่กับ
พี่น้องแรงงานหญิงย่านอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ จ.นครปฐม
กว่า 8 เดือน บอกเล่าความภูมิใจของเขาว่า... การได้ช่วยเหลือคนงานให้ได้รับสิทธิตามที่เขาควรได้รับตามกฎหมาย โดยเราไม่ละเลยที่จะติดตามเรื่องร้องทุกข์ของเขาให้ได้รับการแก้ไข เมื่อแต่ละเรื่องมีความคืบหน้าในการแก้ไข คนงานได้รับการเยียวยา คำขอบคุณมากมายจากใครหลายๆ คน ที่เราเองก็จำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่มีให้เราเป็นของขวัญ เป็นกำลังใจ  ไม่มีเงินทองซักบาทแต่เราก็รู้สึกดี เคยคิดว่า ถ้าเรียนจบแล้วไม่มาทำงานที่นี่ เราจะมีประสบการณ์การทำงานรูปแบบอย่างนี้หรือเปล่า เพื่อนๆ รวมถึงครอบครัว ก็ไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่เรารับอยู่ขณะนี้ คือคำตอบที่ให้เรา ที่จะบอกกับเพื่อนๆ และครอบครัวว่า ช่วงเวลาที่ทำงานที่นี่ เราไม่ได้เสียเวลาไปเลย กลับกันเราได้รับสิ่งที่เราจะไม่ได้จากการทำงานในสำนักงานทนายความทั่วไป...

            ความภูมิใจของคุ้มเกล้า ซึ่งเธอคือหนึ่งในคนหนุ่มสาวยุค Hi 5 ที่ต่างยุคต่างสมัยกับคุณวนิดา หลายสิบปี แต่สิ่งที่เหมือนกัน กับที่คุณวนิดา กล่าวไว้ในคราวที่เธอได้รับเชิญป็นองค์ปาฐก ของมูลนิธิโกมลคีมทอง เรื่องทำไมต้องช่วยคนจน ว่า... สังคมจะอยู่อย่างเป็นสุข ด้วยการที่เราพยายามช่วยเหลือคนจนเหล่านั้น ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง เราจำเป็นต้องตอบแทนพวกเขา ในขณะที่เราไม่ต้องปลูกข้าว ถ้าเราไม่ช่วยชาวนา ลูกหลานของเราในอนาคต อาจไม่มีข้าวกิน ในขณะที่เราไม่ต้องทอผ้า แต่เราก็ต้องช่วยคนงาน เพราะว่าคนงานคือคนที่จะผลิต ทอผ้าให้เรา... แม้ในคราวนั้นเธอไม่ได้พูดว่าเธอภูมิใจในสิ่งที่เธอทำ แต่เชื่อเถอะว่า เธอภูมิใจ และสังคมก็ภูมิใจที่มีคนเช่นเธอ แม้ร่างกายเธอจากไปแล้ว แต่ความเป็น วนิดายังอยู่เต็มเปี่ยมในตัวตนคนหนุ่มสาวยุค Hi 5 ทุกซอกทุกมุม ของสังคม   

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

CAPTCHA
กรุณาใส่ตัวอักษรในช่องด้านล่างเพื่อป้องกัน Spam
Image CAPTCHA
Copy the characters (respecting upper/lower case) from the image.

 




Back to top















สภาพอากาศวันนี้

กรุงเทพ

Broken clouds
  • Broken clouds
  • Temperature: 28 °C
  • Wind: West, 9.3 km/h
  • Pressure: 1007 hPa
  • Rel. Humidity: 70%
  • Visibility: 10 kilometers
Reported on:
อาทิตย์, 07/06/2008 - 15:00




Best View: 1024x768
Copyright © 2006-2007 thaicr.org ®. All rights reserved.